Home

Custom Search

----------------------------------------

...สัญชาติ(ฉบับที่ ๒) ..๒๕๓๕

----------------------------------------

ภูมิพลอดุลยเดช ป..

ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ พ..๒๕๓๕

เป็นปีที่ ๔๗ ในรัชกาลปัจจุบัน

        พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

        โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ

        จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่รัฐสภา ดังต่อไปนี้

---------

มาตรา ๑

---------

พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติสัญชาติ(ฉบับที่ ๒) ..๒๕๓๕”

---------

มาตรา ๒

---------

        พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา[1]เป็นต้นไป

---------

มาตรา ๓

---------

        ให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ..๒๕๑๕

---------

มาตรา ๔

---------

        ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗ แห่ง พ...สัญชาติ พ..๒๕๐๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

------------

"มาตรา ๗[2]

------------

        บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

()    ผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทยไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย

()    ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย ยกเว้นบุคคลตามมาตรา ๗ ทวิ วรรคที่หนึ่ง

 

 

 

มีผลตั้งแต่

วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์

..๒๕๓๕

จนถึงปัจจุบัน

---------

มาตรา ๕

---------

        ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๗ ทวิ แห่ง พ...สัญชาติ พ..๒๕๐๘

------------

"มาตรา ๗ ทวิ

-------------

        "ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย โดยบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าว ย่อมไม่ได้รับสัญชาติไทย ถ้าในขณะที่เกิดบิดาตามกฎหมายหรือบิดาซึ่งมิได้มีการสมรสกับมารดา หรือมารดาของผู้นั้นเป็น

()    ผู้ที่ได้รับการผ่อนผันให้พักอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย

()    ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าอยู่ในราชอาณาจักรไทยเพียงชั่วคราว หรือ

()    ผู้ที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง

        ในกรณีที่เห็นสมควร รัฐมนตรีจะพิจารณาและสั่งเฉพาะรายให้บุคคลตามวรรคหนึ่งได้สัญชาติไทยก็ได้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

        ให้ถือว่า ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทยซึ่งไม่ได้สัญชาติไทยตามวรรคหนึ่ง เป็นผู้ที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง เว้นแต่จะมีการสั่งเป็นอย่างอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น"

---------

มาตรา ๖

---------

        ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ..๒๕๐๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน


---------

มาตรา ๑๔

---------

        ผู้ซึ่งมีสัญชาติไทยซึ่งเกิดในขณะที่บิดาเป็นคนต่างด้าว และอาจถือสัญชาติของบิดาได้ตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติของบิดา หรือผู้ซึ่งได้สัญชาติไทยตามมาตรา ๑๒ วรรคสอง ให้แสดงความประสงค์เข้าถือสัญชาติได้เพียงสัญชาติเดียว โดยให้แจ้งความจำนงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบและวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่มีอายุครบยี่สิบปีบริบรูณ์ ถ้าไม่มีการแจ้งความจำนงภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้ถือว่า ผู้นั้นสละสัญชาติไทย เว้นแต่รัฐมนตรีจะสั่งเฉพาะรายเป็นอย่างอื่น[3]

 

 

 

มีผลตั้งแต่

วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์

..๒๕๓๕ จนถึง

วันที่ ๘ เมษายน

..๒๕๓๕

---------

มาตรา ๗

---------

        ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ..๒๕๐๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

---------

"มาตรา ๑๕

---------

        นอกจากกรณีตามมาตรา ๑๔ ผู้ซึ่งมีสัญชาติไทยและสัญชาติอื่นหรือผู้ซึ่งได้สัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ถ้าประสงค์จะสละสัญชาติไทย ให้ยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบและวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง[4]"

 

 

 

มีผลตั้งแต่

วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์

..๒๕๓๕

จนถึงปัจจุบัน

---------

าตรา ๘

---------

        ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๘ แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ..๒๕๐๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

---------

 “มาตรา ๑๘

---------

        เมื่อมีพฤติการณ์อันเป็นการสมควรเพื่อความมั่นคงหรือประโยชน์ของรัฐ รัฐมนตรีมีอำนาจถอนสัญชาติไทยของผู้ซึ่งได้สัญชาติไทยตามมาตรา ๗ ทวิ วรรคสอง”

 

 

 

มีผลตั้งแต่

วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์

..๒๕๓๕

จนถึงปัจจุบัน

---------

มาตรา ๙

---------

        ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ..๒๕๐๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

---------

"มาตรา ๒๑

---------

        ผู้มีสัญชาติไทยซึ่งเกิดในขณะที่บิดาเป็นคนต่างด้าวและอาจถือสัญชาติของบิดาได้ตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติของบิดา ถ้าได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนคนต่างด้าวแล้ว ให้เสียสัญชาติไทย"

 

 

 

มีผลตั้งแต่

วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์

..๒๕๓๕

จนถึงปัจจุบัน

---------

มาตรา ๑๐

---------

        บทบัญญัติมาตรา ๗() แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ..๒๕๐๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้มีผลใช้บังคับกับผู้เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย[5]

---------

มาตรา ๑๑

---------

        บทบัญญัติมาตรา ๗ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ..๒๕๐๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้มีผลใช้บังคับกับผู้เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย เว้นแต่ผู้ซึ่งรัฐมนตรีมีคำสั่งอันมีผลให้ได้รับสัญชาติไทยตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ..๒๕๑๕ ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ[6]

        บุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรไทยก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแต่ไม่ได้สัญชาติไทยตามวรรคหนึ่ง อาจได้สัญชาติไทยได้ตามมาตรา ๗ ทวิ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ..๒๕๐๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ในการนี้ รัฐมนตรีจะสั่งให้ได้สัญชาติไทยเป็นการทั่วไปหรือเป็นการเฉพาะรายก็ได้[7]

---------

มาตรา ๑๒

---------

        ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

---------------------------------

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

อานันท์ ปันยารชุน

นายกรัฐมนตรี

---------------------------------

 



[1] ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๐๙  ตอนที่ ๑๓ ลงวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์  ..๒๕๓๕ หน้า ๓

[2] หนังสือสั่งการของกระทรวงมหาดไทย ที่ มท ๐๓๒๒/ว.๗๔๕ ลงวันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ.๒๕๓๖ เรื่อง แนวทางการวินิจฉัยสัญชาติของบุคคลตามพระราชบัญญัติสัญชาติ ( ฉบับที่ ๒ ) พ.ศ.๒๕๓๕

[3] กฎกระทรวงมหาดไทย พ.ศ.๒๕๑๐ ลงวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๐ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๘๔ ตอนที่ ๔๖ (ฉบับพิเศษ) ลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๐ หน้า ๕

[4] กฎกระทรวงมหาดไทย พ.ศ.๒๕๑๐ ลงวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๐ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๘๔ ตอนที่ ๔๖ (ฉบับพิเศษ) ลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๐ หน้า ๕

[5].๒๙๘๘/๒๕๓๕ ศาลฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้ง ๗ คนเป็นบุตรของนางแฮ แซ่เหวียน คนสัญชาติไทย และนายทัน เลวัน แม้ว่าบิดาตามข้อเท็จจริงมีสถานะเป็นญวนอพยพ กล่าวคือ เป็นคนต่างด้าวที่เข้ามาในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง แต่ศาลฎีกาใน .๒๙๘๘/๒๕๓๕ ก็ไม่ลังเลที่จะชี้ว่า ในปัจจุบัน โจทก์ทั้ง ๗ คน มีสัญชาติไทยตามมาตรา ๑๐ แห่ง พ...สัญชาติ(ฉบับที่ ๒) ..๒๕๓๕ ด้วยเหตุที่มีมารดาเป็นไทยในขณะที่เกิด

[6].๒๙๐๑/๒๕๓๕ ศาลฟังข้อเท็จจริงว่า นางหง่าเกิดในประเทศไทยโดยมีบิดาและมารดาเป็นคนเข้าเมืองแบบไม่ถาวร ถึงจะมีสัญชาติไทยโดยการเกิดแต่ก็ถูกถอนสัญชาติไทยโดยประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ ในวันที่ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ ต่อมา นางหง่าได้มาอยู่กินกับนายฮึง เหงียน คนสัญชาติญวนเข้าเมืองแบบไม่ถาวร ดังนั้น บุตรทั้ง ๔ ของนางหง่า จึงเป็นบุตรของมารดาต่างด้าวที่เกิดในประเทศไทยและบิดาต่างด้าวเข้าเมืองแบบไม่ถาวร อันทำให้ศาลฎีกาใน ฎ.๒๙๐๑/๒๕๓๕ เห็นว่า บุตรทั้ง ๔ คนตกอยู่ภายใต้มาตรา ๗ ทวิ วรรคที่ ๑ แห่ง พ...สัญชาติ พ..๒๕๐๘ แก้ไขใน พ..๒๕๓๕ โดยผลของมาตรา ๑๑ แห่ง พ...สัญชาติ(ฉบับที่ ๒) ..๒๕๓๕ เพราะเหตุที่มีบิดาและมารดาเป็นต่างด้าวโดยที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสถานะเป็นคนต่างด้าวที่เข้าเมืองในลักษณะไม่ถาวร ในที่สุด ศาลจึงชี้ว่า บุตรทั้ง ๔ คน จึงไม่มีสัญชาติไทยโดยผลของกฎหมายดังกล่าว และนอกจากนั้น ยังมีสถานะเป็นคนเข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายอีกด้วย

[7] ประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ ๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๓๘ เรื่อง การสั่งให้บุคคลซึ่งเคยมีสัญชาติไทยก่อนวันที่พระราชบัญญัติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ ใช้บังคับได้สัญชาติไทย

จำนวนผู้ที่เข้าชมในหน้านี้ 003278