Home

Custom Search

นางสาวเจน : คนสองสัญชาติในสังคมไทย

โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร

วันพฤหัสบดีที่ ๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

http://www.archanwell.org/autopage/show_page.php?t=3&s_id=69&d_id=69

---------------

ข้อเท็จจริง[1]

นางสาวเจนเกิดที่โรงบาลกรุงเทพคริสเตียน กทม. เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๕ จากบิดาซึ่งมีสัญชาติฟิลิปปินส์และมารดาซึ่งมีสัญชาติพม่า ในขณะที่เจนเกิด บิดามารดาได้รับอนุญาตให้เข้ามาในประเทศไทยเพื่อทำงาน ดังนั้น นางสาวเจนจึงไม่ได้สัญชาติไทยโดยหลักดินแดนโดยผลของกฎหมายโดยการเกิด เพราะตกอยู่ภายใต้ข้อ ๒ แห่ง ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕

นางสาวเจนอาศัยอยู่ในประเทศไทยมาตั้งแต่เกิด ไม่เคยมีที่อยู่อาศัยในประเทศฟิลิปปินส์ แม้จะเคยเดินทางไปเยี่ยมตายายในประเทศฟิลิปปินส์

เมื่อเจนมีอายุได้ ๑๐ ปี เจนและมารดาได้รับอนุญาตให้อาศัยอยู่ถาวรในประเทศไทย บุคคลทั้งสองจึงได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว

เมื่อเจนมีอายุได้ ๑๕ ปี มารดาของนางสาวเจนแต่ผู้เดียวได้แปลงสัญชาติเป็นไทย

ใน พ.ศ.๒๕๔๗ เจนจบการศึกษาชั้นปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อนึ่ง ปรากฏว่า เอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคลของเจนที่ออกโดยรัฐ ก็คือ (๑) สูติบัตรตามกฎหมายทะเบียนราษฎรของรัฐไทย (ท.ร.๓) ที่ระบุว่า นางสาวเจนเกิดในประเทศไทย (๒)  หนังสือเดินทาง (passeport) ที่ออกโดยรัฐบาลฟิลิปปินส์ และเอกสารดังกล่าวระบุว่า เจนมีสัญชาติฟิลิปปินส์ (๓) ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวที่ออกโดยรัฐไทย และ (๔) ทะเบียนบ้านประเภทคนอยู่ถาวร (ท.ร.๑๔) ที่ออกโดยเขตตลิ่งชัน กทม. และระบุว่า เจนมีสัญชาติฟิลิปปินส์

โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ถามว่า นางสาวเจนมีโอกาสที่จะมีสถานะเป็นคนสัญชาติไทยหรือไม่ ? ภายใต้เงื่อนไขใด ?

 (๒๐ คะแนน)

แนวคำตอบ

          โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล เรื่องของสิทธิในสัญชาติย่อมเป็นกรณีที่ตกอยู่ภายใต้กฎหมายมหาชนของรัฐคู่กรณี เมื่อข้อเท็จจริงเป็นเรื่องของสิทธิในสัญชาติไทย จึงย่อมเป็นไปภายใต้กฎหมายสัญชาติของรัฐไทย

          จะเห็นว่า กรณีของนางสาวเจนเป็นกรณีที่บุคคลที่เกิดในประเทศไทยแต่ตกอยู่ภายใต้ข้อยกเว้นของการได้สัญชาติไทยโดยหลักดินแดนภายใต้ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ หรือที่เรียกย่อๆ ว่า “ปว.๓๓๗”

จะเห็นว่า มาตรา ๒๓ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่งมีผลในวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๑ เป็นกฎหมายที่มุ่งจะคืนหรือให้สัญชาติไทยที่บุคคลที่เกิดในประเทศไทย แต่ได้รับผลกระทบจาก ปว.๓๓๗ จนตกเป็นคนไร้สัญชาติ หรือคนเสมือนไร้สัญชาติ

มาตรา ๒๓ ได้กำหนดเงื่อนไขของบุคคลที่จะได้รับสัญชาติไทยไว้ ๔ ประการ กล่าวคือ (๑) เกิดในประเทศไทยแต่ไม่ได้สัญชาติไทยเพราะตกอยู่ภายใต้ ปว.๓๓๗ หรือเพราะบุพการีตกอยู่ภายใต้ ปว.๓๓๗ (๒) มีอาศัยอยู่จริงในราชอาณาจักรไทยติดต่อกัน (๓) มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร และ (๔) มีความประพฤติดี หรือทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมหรือประเทศไทย ดังนั้น หากบุคคลใดมีข้อเท็จจริงครบตามที่มาตรา ๒๓ วรรคแรกกำหนด ก็จะมีสถานะเป็นคนสัญชาติไทยตั้งแต่วันที่ พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ ใช้บังคับ กล่าวคือ ตั้งแต่วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๑ เว้นแต่ผู้ซึ่งรัฐมนตรีมีคำสั่งอันมีผลให้เป็นผู้มีสัญชาติไทยแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

โดยพิจารณาข้อเท็จจริงตามโจทย์ จึงพบว่า นางสาวเจนมีข้อเท็จจริงครบตามเงื่อนไขที่กำหนดโดยมาตรา ๒๓ นี้ กล่าวคือ (๑) นางสาวเจนเกิดที่โรงบาลกรุงเทพคริสเตียน กทม. เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๕ (๒) นางสาวเจนอาศัยอยู่ในประเทศไทยมาตั้งแต่เกิด (๓) นางสาวเจนมีรายการสถานะบุคคลปรากฏในทะเบียนบ้านประเภทคนอยู่ถาวร (ท.ร.๑๔) ที่ออกโดยเขตตลิ่งชัน กทม. และ (๔) ไม่ปรากฏว่า นางสาวเจนมีความประพฤติไม่ดีแต่อย่างใด จึงฟังต่อไปได้ว่า นางสาวเจนย่อมได้สัญชาติไทยโดยผลของมาตรา ๒๓ วรรคแรก

ดังนั้น เพื่อที่จะใช้สิทธิในสัญชาติไทยนี้ มาตรา ๒๓ วรรคสอง ได้กำหนดให้ผู้ทรงสิทธิไปเริ่มต้นร้องขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนราษฎรเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่ พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ ใช้บังคับ กล่าวคือ นับแต่วันที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๑  ให้ผู้มีคุณสมบัติตามวรรคหนึ่ง ทั้งนี้ การยื่นคำขอลงรายการสัญชาติในเอกสารการทะเบียนราษฎรจะต้องทำต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรแห่งท้องที่ที่ผู้นั้นมีภูมิลำเนาในปัจจุบัน

ขอให้สังเกตว่า หากนางสาวเจนยังไม่ไปแสดงตนขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนราษฎร นางสาวเจนก็จะมีสถานะเป็นคนสัญชาติไทยที่ถูกบันทึกเป็นคนต่างด้าวในทะเบียนราษฎร

 



[1] เป็นเรื่องจริง  ซึ่งมีการร้องทุกข์มายังคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปี พ.ศ.๒๕๔๗

จำนวนผู้ที่เข้าชมในหน้านี้ 000719