Home

Custom Search

-----------------------------------------------------------------------------------------

 (๔)    ความเห็นในประเด็นที่ว่า “พระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ มาตรา ๑๑ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ มาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๒ หรือไม่” นั้น

-----------------------------------------------------------------------------------------

          มาตรา ๑๑ นี้เป็นบทบัญญัติสำหรับสถานการณ์ ๒ สถานการณ์ กล่าวคือ (๑) การกำหนดให้มาตรา ๗ ทวิมีผลย้อนหลังต่อบุคคลที่เกิดก่อนวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ และ (๒) การกำหนดกลไกในการให้สัญชาติไทยโดยหลักดินแดนโดยคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแก่บุคคลที่เกิดในประเทศไทยและไม่ได้สัญชาติไทยโดยผลของประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗

-----------------------------------------------------------------------------------------

 (๔.๑.)    ในประเด็นที่ว่า “พระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ มาตรา ๑๑ วรรค ๑ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ มาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๒ หรือไม่” นั้น

-----------------------------------------------------------------------------------------

          ขอให้สังเกตว่า พระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ มาตรา ๑๑ วรรค ๑ บัญญัติว่า “บทบัญญัติมาตรา ๗ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ..๒๕๐๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้มีผลใช้บังคับกับผู้เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย เว้นแต่ผู้ซึ่งรัฐมนตรีมีคำสั่งอันมีผลให้ได้รับสัญชาติไทยตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ..๒๕๑๕ ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ”

 

          โดยบทบัญญัติแห่งมาตรา ๑๑ วรรค ๑ ข้างต้น จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า มาตรา ๗ ทวิ ซึ่งถูกเพิ่มเติมเข้าไปในพระราชบัญญัติ สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ในวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ ย่อมมีผลย้อนหลังไปบังคับใช้กับคนสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนที่เกิดก่อนวันที่มาตรา ๑๑ นี้ มีผล กล่าวคือ วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ ซึ่งมาตรา ๑๑ วรรค ๑ ได้ส่งผลกระทบทั้งด้านลบและและบวกต่อบุคคลในสถานการณ์ดังกล่าว

 

          ในด้านผลกระทบด้านบวกของมาตรา ๑๑ วรรค ๑ นั้น ก็คือ การแก้ไขปัญหาให้แก่บุตรที่เกิดในประเทศไทยของบิดาสัญชาติไทยซึ่งไม่ได้สมรสตามกฎหมายกับมารดาต่างด้าว  เนื่องจากประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ ไม่ยอมรับให้สัญชาติไทยโดยผลอัตโนมัติของกฎหมายแก่บุคคลในสถานการณ์ดังกล่าว[1] แต่ในวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ บุคคลดังกล่าวได้สัญชาติไทยโดยผลอัตโนมัติของกฎหมาย เพราะมิใช่บุคคลเป้าหมายของมาตรา ๗ ทวิ  เมื่อมาตรา ๑๑ วรรค ๑ ทำให้มาตรา ๗ ทวิ มีผลย้อนหลังมาแทนที่ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗  บุคคลดังกล่าวจึงหลุดจากการตกอยู่ในข้อยกเว้นของการได้สัญชาติไทยโดยหลักดินแดนตามมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๑ อันทำให้กลับมามีสัญชาติไทยโดยการเกิดโดยหลักดินแดน  สภาพความเป็นต่างด้าวหรือไร้สัญชาติ (หากเป็น) ของบุคคล จึงสิ้นสุดลงโดยไม่ต้องมาร้องขอสัญชาติไทยจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

 

          ในส่วนผลกระทบด้านลบของมาตรา ๑๑ วรรค ๑ นั้น ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นไปใน ๒ ลักษณะ กล่าวคือ

 

ผลกระทบด้านลบในประการแรก ก็คือ บุตรของบิดามารดาต่างด้าวกลุ่มหนึ่งเสียสัญชาติไทยในวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ หากปรากฏว่า (๑) ในขณะที่บุคคลนั้นเกิด บิดาที่ชอบด้วยกฎหมายเป็นคนต่างด้าวที่เข้ามาในประเทศไทยในลักษณะถาวรแต่มารดาเป็นคนต่างด้าวที่เข้ามาในประเทศไทยในลักษณะไม่ถาวร หรือ (๒) ในขณะที่บุคคลนั้นเกิด บิดาตามข้อเท็จจริงเป็นคนต่างด้าวที่เข้ามาในประเทศไทยในลักษณะไม่ถาวรแต่มารดาเป็นคนต่างด้าวที่เข้ามาในประเทศไทยในลักษณะถาวร ซึ่งบุคคลใน ๒ สถานการณ์ข้างต้นได้รับการยอมรับให้มีสัญชาติไทยเพราะไม่ตกอยู่ภายใต้ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ ดังนั้น บุคคลใน ๒ สถานการณ์ดังกล่าวจึงมีสัญชาติไทยในขณะที่ประกาศคณะปฏิวัติฉบับนี้มีผล แต่ในวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ บุคคลใน ๒ สถานการณ์นี้ย่อมเสียสัญชาติไทยโดยผลอัตโนมัติของกฎหมาย เพราะเป็นบุคคลเป้าหมายของมาตรา ๗ ทวิ ดังนั้น เมื่อมาตรา ๑๑ วรรค ๑ ทำให้มาตรา ๗ ทวิ มีผลย้อนหลังมาแทนที่ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗  บุคคลดังกล่าวจึงตกอยู่ในข้อยกเว้นของการได้สัญชาติไทยโดยหลักดินแดนตามมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๑ อันทำให้ไม่อาจมีสัญชาติไทยโดยการเกิดโดยหลักดินแดน  สภาพความเป็นต่างด้าวหรือไร้สัญชาติ (หากเป็น) ของบุคคล จึงเกิดขึ้นแก่บุคคลใน ๒ สถานการณ์ดังกล่าวโดยพลันในวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕

 

          ผลกระทบด้านลบในประการที่สอง ก็คือ บุคคลที่เกิดในประเทศไทยแต่ไม่ได้สัญชาติไทยก่อนวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ ย่อมตกเป็นคนต่างด้าว “เข้าเมือง” ผิดกฎหมาย ทั้งที่บุคคลดังกล่าวมิใช่คนเข้าเมือง และเกิดก่อนที่มาตรา ๗ ทวิ จะมีผล[2]  ดังได้กล่าวแล้วว่า ผลร้ายของมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๓ ทำให้บุคคลต้องมีความผิดทางอาญาในการกระทำที่ตนเองมิได้กระทำ โดยผลของมาตรา ๑๑ วรรค ๑ ที่เข้ามากำหนดให้มาตรา ๗ ทวิ วรรค ๓ มีผลย้อนหลัง จึงทำให้ผลร้ายของมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๓ มีผลกระทบต่อบุคคลจำนวนมากบนแผ่นดินไทย หากว่า (๑) เกิดในประเทศไทยจากบิดามารดาซึ่งเป็นคนต่างด้าวที่มีสถานะบุคคลตามกฎหมายคนเข้าเมืองเป็นคนต่างด้าวที่เข้าเมืองมาในลักษณไม่ถาวร หรือ (๒) เกิดในประเทศไทยจากบิดามารดาซึ่งเป็นคนต่างด้าวที่เกิดในประเทศไทย แต่ถูกมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๓ ประกอบกับมาตรา ๑๑ วรรค ๑  ถือว่ามีสถานะบุคคลตามกฎหมายคนเข้าเมืองเป็นคนต่างด้าวที่เข้าเมืองในลักษณะที่ผิดกฎหมาย

 

          เมื่อมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๓ มีผลเป็นบทบัญญัติที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ มาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๒ ดังกล่าวข้างต้น โดยตรรกวิทยาทางกฎหมายที่ปฏิเสธไม่ได้ มาตรา ๑๑ วรรค ๑ จึงขัดต่อรัฐธรรมนูญเช่นกัน โดยขยายผลร้ายของมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๓ ให้กว้างขวางมากขึ้น

 

          แต่อย่างไรก็ตาม ในประเด็นเรื่องการให้ผลกระทบที่ร้ายแรงย้อนหลังนี้ ก็เคยมีประเด็นขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาว่า การบัญญัติกฎหมายในลักษณะนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ?[3]  โจทก์ฟ้องว่า มาตรา ๕ แห่ง พระราชบัญญัติ สัญชาติ (ฉบับที่๒) พ.ศ.๒๔๙๖[4] ขัดต่อรัฐธรรมนูญเพราะกฎหมายนี้ได้กำหนดข้อเท็จจริงที่โจทก์กระทำก่อนที่กฎหมายจะมีผล เป็นเหตุแห่งการเสียสัญชาติของโจทก์ ศาลฎีกาใน ฎ. ๑๔๖๐/๒๔๙๗ อธิบายว่า มาตรานี้ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ เพราะมิใช่กฎหมายที่ให้มีผลย้อนหลังเป็นการลงโทษบุคคลในทางอาญา หรือลงโทษบุคคลหนักขึ้นกว่าโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลากระทำความผิด  ขอให้ตระหนักว่า ศาลฎีกาใน พ.ศ.๒๔๙๗ ยังมิได้ตระหนักถึงผลกระทบด้านลบของการกำหนดให้โจทก์เสียสัญชาติไทย แต่ในวันนี้ ซึ่งความเสียหายของการเสียสัญชาติไทย เป็นสิ่งที่เราเข้าใจได้อย่างชัดเจน ในปัจจุบัน การพิจารณาผลร้ายของการกำหนดให้กฎหมายมีผลย้อนหลังจึงควรพิจารณามากกว่าแง่มุมของกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นกฎหมายว่าด้วยการลงโทษผู้กระทำความผิด

 

          ในที่สุด หากเราตระหนักว่า หลักสิทธิมนุษยชนเป็นหลักที่สำคัญ และเป็นพื้นฐานของกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑ วรรค ๑ ซึ่งทำให้มาตรา ๗ ทวิ วรรค ๓ มีผลย้อนหลัง จึงเป็นบทบัญญัติที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน

-----------------------------------------------------------------------------------------

 (๔.๒.)    ในประเด็นที่ว่า “พระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ มาตรา ๑๑ วรรค ๒ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ มาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๒ หรือไม่” นั้น

-----------------------------------------------------------------------------------------

          ขอให้สังเกตว่า พระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ มาตรา ๑๑ วรรค ๒ บัญญัติว่า “บุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรไทยก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแต่ไม่ได้สัญชาติไทยตามวรรคหนึ่ง อาจได้สัญชาติไทยได้ตามมาตรา ๗ ทวิ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ..๒๕๐๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ในการนี้ รัฐมนตรีจะสั่งให้ได้สัญชาติไทยเป็นการทั่วไปหรือเป็นการเฉพาะรายก็ได้” จะเห็นว่า มาตรา ๑๑ วรรค ๒ เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจแก่ฝ่ายบริหารในการเข้ามาบรรเทาผลร้ายของมาตรา ๗ ทวิ และมาตรา ๑๑ วรรค ๑ ข้างต้น 

 

          การบรรเทาผลร้ายเป็นไปโดยใช้กลไกตามมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๒ แห่ง พระราชบัญญัติ สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งแก้ไขและเพิ่มเติม โดย พระราชบัญญัติ สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ ซึ่งบัญญัติว่า “ในกรณีที่เห็นสมควร รัฐมนตรีจะพิจารณาและสั่งเฉพาะรายให้บุคคลตามวรรคหนึ่งได้สัญชาติไทยก็ได้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด” ฝ่ายบริหารที่มีอำนาจหน้าที่ตามบทบัญญัตินี้ ก็คือ (๑) คณะรัฐมนตรี และ (๒) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย” แต่ประสิทธิภาพของการใช้กลไกของมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๒ ประกอบกับมาตรา ๑๑ วรรค ๒ แห่ง พระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ นี้ มิได้เป็นไปโดยเท่าทันต่อสถานการณ์โลกและปัญหาของมนุษย์ที่ตกอยู่ในความไร้สัญชาติในประเทศไทย กล่าวคือ กระบวนการนำปัญหาความไร้สัญชาติของมนุษย์ในสังคมไทยขึ้นสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีมิได้เกิดในลักษณะที่คลุมทั้งปัญหา อีกทั้งกระบวนการแปลงมติคณะรัฐมนตรีที่ได้รับให้มีผลในทางปฏิบัติก็เป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ กล่าวคือ ล่าช้า บกพร่อง และเอื้อต่อการทุจริต จึงปรากฏมีบุคคลที่มีความกลมกลืนกับสังคมไทย จนมีความเป็นไทยโดยทางสังคมและวัฒนธรรม แต่ยังมิได้มีความเป็นไทยตามกฎหมาย กล่าวคือ ยังมิได้เข้าสู่กระบวนการได้สัญชาติไทยตามกฎหมายสัญชาติ[5] และยังมิได้รับเอกสารของรัฐไทยเพื่อรับรองความเป็นคนสัญชาติไทยตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนราษฎรและกฎหมายว่าด้วยบัตรประจำตัวประชาชน

 

          ในประเด็นที่ว่า มาตรา ๑๑ วรรค ๒ มีความขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น จึงอาจสรุปได้ว่า โดยบทบัญญัติแห่งมาตรานี้แล้ว ไม่ปรากฏมีถ้อยคำที่แสดงความขัดต่อมาตราใดๆ แห่งรัฐธรรมนูญ ในทางตรงกันข้าม กลไกการให้สัญชาติไทยที่ปรากฏในมาตรา ๑๑ วรรค ๒ น่าจะเอื้อต่อการที่ฝ่ายบริหารของรัฐไทยจะนำมาใช้ในการขจัดปัญหาความไร้สัญชาติที่เกิดแก่มนุษย์ที่อาศัยอยู่จนกลมกลืนกับสังคมและวัฒนธรรมของประเทศไทย


---------------------

 (๕)    บทสรุป

----------------------

          ในท้ายที่สุด  เพื่อความชัดเจนของการแสดงความเห็นทางกฎหมาย ผู้เขียนจึงขอมีข้อสรุปเป็น ๓ ประการ กล่าวคือ

 

          ในประการแรก ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ ไม่อาจจะมีความขัดหรือแย้งต่อมาตราใดๆ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ ทั้งนี้ เพราะกฎหมายฉบับนี้สิ้นผลลงก่อน พ.ศ.๒๕๔๐  เฉพาะแต่ผลกระทบด้านลบที่กฎหมายฉบับนี้ก่อให้เกิดแก่บุคคลที่เกิดในประเทศไทยจากบุพการีที่เข้ามาในประเทศไทยในลักษณะไม่ถาวรเท่านั้นที่ยังปรากฏอยู่

 

          ในประการที่สอง เฉพาะมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๓ แห่ง พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งถูกแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ เท่านั้น ที่มีความขัดหรือแย้งต่อหลักความเท่าเทียมกันของมนุษย์ตามมาตรา ๓๐ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ รวมตลอดถึงหลักบุคคลไม่อาจถูกกำหนดให้รับโทษทางอาญาในสิ่งที่ตนมิได้กระทำตามมาตรา ๓๒ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐

 

ในประการที่สาม ผู้เขียนเห็นว่า แม้โดยตัวบทบัญญัติ มาตรา ๗ ทวิ วรรค ๑ จะมีผลทำให้บุคคลที่เกิดในประเทศไทยจากบุพการีที่เข้ามาในประเทศไทยในลักษณะไม่ถาวร ไม่อาจได้สัญชาติไทยโดยหลักดินแดนโดยอัตโนมัติ จนทำให้บุคคลส่วนหนึ่งในประเทศไทยตกเป็นคนไร้สัญชาติ แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็ไม่มีลักษณะที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ เพียงแต่ความไม่มีประสิทธิภาพในการบังคับใช้มาตรา ๗ ทวิ ทั้งระบบเท่านั้นที่ทำให้เกิดปัญหาความไร้สัญชาติของบุคคลที่เกิดในประเทศไทยจำนวนหนึ่ง

 

ในประการสุดท้าย ผู้เขียนเห็นว่า มาตรา ๑๑ วรรค ๑ แห่ง พระราชบัญญัติ สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ ได้ขยายผลของมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๑ และ ๓ ให้มีผลร้ายกว้างมากขึ้น และร้ายแรงมากขึ้น ต่อบุคคลที่เกิดในประเทศไทยจากบุพการีที่เข้ามาในประเทศไทยในลักษณะไม่ถาวร แต่ความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ นั้น มาจากผลร้ายของมาตรา ๗ ทวิ วรรค ๑ และ ๓ นั่นเอง

-----------------------------------------------------------------------------------------

 



[1] เว้นแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มีคำสั่งให้ได้สัญชาติไทย ซึ่งกรณีหลังนี้ก็เกิดขึ้นเป็นกรณีพิเศษเฉพาะรายเท่านั้น มีคำร้องขอสัญชาติไทยมากมายจากบุคคลในสถานการณ์นี้ แต่มีคำสั่งอนุญาตให้สัญชาติไทยน้อยมาก ในหลายกรณี บุตรของบิดาไทยจึงตกเป็นคนไร้สัญชาติ เนื่องจากมารดาเป็นคนไร้สัญชาติที่เข้ามาในประเทศไทยในลักษณะไม่ถาวร

[2] พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร, ผลของกฎหมายสัญชาติใหม่ต่อผู้เกิดก่อนวันที่กฎหมายใหม่มีผลบังคับ, ใน:หนังสือพิมพ์ในโอกาสครบ ๑๐ ปี ของวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล ๒๕๓๖, ๔๔ น.; กฎหมายสัญชาติไทย:ผลกระทบต่อทั้งผู้ที่เกิดก่อนและหลังวันที่กฎหมายฉบับใหม่มีผลบังคับใช้, กทม., สำนักพิมพ์นิติธรรม, ๒๕๓๕, ๙๒ น. ;ใน: เอกสารส่งเสริมวิชาการตำรวจ, ๒๙(๒๕๓๖)๓๒๔,๗๒-๘๐

[3] กล่าวคือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๒๑๒/๒๔๙๗ ระหว่าง นายไคกิ้ม หรือเหลยบุน แซ่จึง โจทก์ กระทรวงมหาดไทย จำเลยและคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๔๖๐/๒๔๙๗ ระหว่าง นายกิมเซ็ง ภูมิพานิช โจทก์ และ กระทรวงมหาดไทย จำกัด

[4] ซึ่งกำหนดว่า “ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น มาตรา ๑๖ ทวิ แห่งพ...สัญชาติ พ..๒๔๙๕ “

มาตรา ๑๖ ทวิ

            บุคคลผู้มีสัญชาติไทยเพราะเกิดในราชอาณาจักรแต่บิดาเป็นคนต่างด้าวนั้น  ถ้าได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนคนต่างด้าวแล้ว ให้ขาดจากสัญชาติไทย ไม่ว่าจะได้รับใบสำคัญประจำตัวก่อนหรือหลังวันพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ”

[5] กลไกการยอมรับให้สัญชาติไทยแก่บุตรของคนต่างด้าวที่เกิดในประเทศไทยโดยมีบุพการีแป็นคนดข้าเมืองในลักษณะไม่ถาวร ก็คือ มาตรา ๗ ทวิ วรรค ๒ แห่ง พระราชบัญญัติ สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดย พระราชบัญญัติ สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ หากบุคคลนั้นเกิดตั้งแต่วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ เป็นต้นมา หรือหากเป็นบุคคลที่เกิดก่อนวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕  กลไกทางกฎหมายที่ใช้ได้ ก็คือ มาตรา ๑๑ วรรค ๒ แห่ง พระราชบัญญัติ สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ แต่หากเป็นคนต่างด้าวที่เกิดนอกประเทศไทย กลไกทางกฎหมายที่ใช้ได้ ก็คือ การแปลงสัญชาติเป็นไทยตามมาตรา ๑๐ แห่ง พระราชบัญญัติ สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ หากเป็นคนต่างด้าวโดยทั่วไป หริอหากเป็นคนต่างด้าวที่มีความสัมพันธ์เป็นพิเศษกับประเทศไทย กลไกทางกฎหมายที่ใช้ได้ ก็คือ การแปลงสัญชาติเป็นไทยตามมาตรา ๑๐ แห่ง พระราชบัญญัติ สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ กลไกทางกฎหมายที่ใช้ได้ ก็คือ การแปลงสัญชาติเป็นไทยตามมาตรา ๑๑ และ ๑๒ วรรค ๒ แห่ง พระราชบัญญัติ สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘  แต่หากเป็นหญิงด้าวที่มีสามีตามกฎหมายเป็นคนสัญชาติไทย กลไกทางกฎหมายที่ใช้ได้ ก็คือ การแปลงสัญชาติเป็นไทยตามมาตรา ๑๐ แห่ง พระราชบัญญัติ สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ กลไกทางกฎหมายที่ใช้ได้ ก็คือ การให้สัญชาติไทยโดยการสมรสตามมาตรา ๙ แห่ง พระราชบัญญัติ สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘

[1] [2] [3]

จำนวนผู้ที่เข้าชมในหน้านี้ 000784