Home

Custom Search

----------------------------------------------------------

การสอบคุณสมบัติ (Qualify or Qualifying Examination or QE) : ต้องทำอย่างไร ?

โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร

เมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๔

http://www.learners.in.th/blog/archanwell-methodology/497223

http://www.archanwell.org/autopage/show_page.php?t=1&s_id=562&d_id=561

----------------------------------------------------------

ในช่วงนี้  อ.แหววจะต้องผลักดันการสอบคุณสมบัติของนักศึกษาปริญญาเอก ซึ่งมิใช่ประสบการณ์ครั้งแรกของ อ.แหวว เพราะครั้งแรก ก็คือ การผลักดัน ดร.อารยา กิตติเวช  แต่ในครั้งที่แล้ว ก็จำไม่ได้ว่า เรื่องราวเป็นอย่างไร แต่ก็จำไม่ได้ว่า คุณอารยาแยกไม่ออกระหว่างสอบคุณสมบัติและสอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์ แต่ในครั้งนี้ ดูเหมือนสิ่งที่นักศึกษาเตรียม น่าจะเป็นการสอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์ มากกว่า การสอบคุณสมบัติ

สำหรับ อ.แหวว การสอบคุณสมบัติ (Qualify or Qualifying Examination or QE) ก็คือการสอบวัดคุณภาพของนักศึกษาปริญญาเอก โดยผลก็คือ หากนักศึกษามีความรู้ที่เหมาะสมกับการทำวิทยานิพนธ์ ก็จะอนุญาตให้สอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์ (Proposal Examination) ต่อไป ในส่วนเป้าหมายของการสอบทั้ง ๒ ประการนี้ แต่ละสถาบันการศึกษามักตรงกัน ไม่ค่อยแตกต่างกัน แต่ในส่วนของวิธีการสอบ รูปแบบ คะแนน แต่ละสถาบันจะมีเกณฑ์ที่แตกต่างกันไป

เมื่อติงนักศึกษาว่า ทำไมให้ความสำคัญกับการเตรียมเค้าโครงวิทยานิพนธ์ นักศึกษาก็ตอบว่า เพราะเจ้าหน้าที่ธุรการให้แนบเค้าโครงวิทยานิพนธ์ไปในการยื่นสอบคุณสมบัติ ดังนั้น นักศึกษาก็เลยต้องพยายามทำเค้าโครงวิทยานิพนธ์ให้เสร็จก่อน ซึ่งก็จะแปลก เพราะถ้าคณะกรรมการสอบยังไม่ลงตัวกันกับผู้เสนอทำวิทยานิพนธ์ในเรื่ององค์ความรู้พื้นฐานในการทำเค้าโครงวิทยานิพนธ์ แล้วเค้าโครงจะมาออกมาได้อย่างไร ประดุจการสร้างบ้าน หากแนวคิดในการสร้างบ้านยังไม่ลงตัว พิมพ์เขียวในการสร้างบ้านจะออกมาได้อย่างไร

อ.แหววเลยไปคุยกับ อ.เอกบุญ ผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ท่านก็ว่า การเตรียมเอกสารเป็น “ดุลพินิจ” ของคณะอาจารย์ที่ปรึกษาและนักศึกษาปริญญาเอก นอกจากนั้น อ.แหววก็ไปคุยกับ อ.เงาะ สุรศักดิ์ มณีศร เธอก็บอกว่า เอกสารสอบคุณสมบัติก็อาจเป็นส่วนหนึ่งของงานเขียนที่นักศึกษาเขียน เอามาดูเป็นตัวอย่างของความคิดของนักศึกษาที่จะให้คณะกรรมการสอบได้ศึกษาและกำหนดวิธีการสอบต่อไป

สรุปก็คือ ในการเตรียมเอกสารแนบคำร้องเพื่อสอบคุณสมบัติของนักศึกษาปริญญาเอกนั้น นักศึกษาจะแนบเค้าโครงวิทยานิพนธ์ก็ได้ หรือส่วนหนึ่งของงานเขียนที่ทำลงไป ก็ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เพื่อแสดงถึง “ศักยภาพทางความคิด” เกี่ยวกับ “องค์ความรู้ที่เลือกมาใช้ในการประกอบสร้างวิทยานิพนธ์ตามหัวข้อที่เสนอ”

เพื่อดูว่า คนอื่นเข้าคิดอย่างไรต่อการสอบคุณสมบัติ อ.แหววก็ไปเจอบันทึกฉบับหนึ่งที่เรียก Qualifying Examination ว่า “ควายสอบ” ก็เป็นการสนุกกับการออกเสียงภาษาอังกฤษที่พ้องเสียงกับคำว่า “ควาย” ในภาษาไทยที่หมายความถึงสัตว์ประเภทหนึ่ง ลองอ่านกันซิคะ

 

Qualifying Examination (ควายสอบ)

http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=manatto&month=13-11-2006&group=1&gblog=4

 

นอกจากนั้น ยังเจอบันทึกเล่าประสบการณ์ของนักศึกษาชาวไทยซึ่งสอบคุณสมบัติในมหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งบันทึกนี้สะท้อนความชัดเจนของผู้บันทึกในเรื่องของขั้นตอนการทำวิทยานิพนธ์ ซึ่งมี ๒ บันทึก

บันทึกที่ ๑

เล่าประสบการณ์การสอบ qualifying examination

http://topicstock.pantip.com/klaibann/topicstock/H3882661/H3882661.html

บันทึกที่ ๒

dissertation defense!

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=krisdauw&group=12

 

อีกงานหนึ่งที่อยากให้นักศึกษาอ่าน ก็คือ บันทึกเรื่อง การสอบวัดคุณสมบัติ (Qualifying Examination) ของ รศ.ดร. ประกอบ คุปรัตน์ โครงการดุษฎีบัณฑิต “ความเป็นผู้นำและการบริหารการศึกษา” มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ Updated: วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2552 http://pracob.blogspot.com/2009/08/qualifying-examination.html  ท่านผู้นี้เสนอความหลากหลายของการจัดการสอบคุณสมบัติเอาไว้ ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการสอบคุณสมบัติในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำหรับนัดแรก ก็คงมีการออกแบบการสอบ ชอบที่ท่านอาจารย์ประกอบเตือนมากใน ๓ ประเด็น กล่าวคือ

ประเด็นแรก ท่านอาจารย์ประกอบเตือนนักศึกษาปริญญาเอกว่า “งานที่จะให้ผู้ตรวจงานสอบ ได้มีงานที่จะอ่านอย่างเหมาะสม หากมีมากจนเกินไป แต่เป็นแบบน้ำท่วมทุ่ง ก็ไม่เป็นประโยชน์”

ประเด็นที่สอง  ท่านอาจารย์ประกอบเตือนอาจารย์ที่ปรึกษาการทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกว่า “สำหรับผู้สอนที่มีประสบการณ์มาแล้ว จะพบว่า หากผู้เรียนที่มีพื้นฐานไม่พอ เมื่อจะทำวิทยานิพนธ์นั้นจะมีปัญหากับผู้สอน สื่อความกันไม่ค่อยเข้าใจ หรือเข้าใจความต้องการที่ไม่ตรงกัน แต่อย่างไรก็ตาม บางมหาวิทยาลัยอาจให้การสอบวัดคุณสมบัติ (QE) และการเริ่มต้นทำวิทยานิพนธ์เป็นกิจกรรมคู่ขนานกันไปได้ เพราะหากเป็นการต้องทำอย่างหนึ่งก่อนแล้วจึงจะไปมีสิทธิทำอีกอย่างหนึ่งนั้น อาจเป็นผลให้มีการสดุดได้ แต่อย่างไรก็ตาม คนที่จะมีสิทธิสอบ QE นั้น ควรต้องผ่านการศึกษาวิชาการต่างๆให้ครบถ้วนเป็นขั้นต้นตามกำหนด”

ประเด็นที่สาม ท่านอาจารย์ประกอบน่าจะเตือนผู้บริหารโครงการปริญญาเอกต่างๆ ว่า “การสอบ Prelims จะใช้เป็นการสอบเบื้องต้น ก่อนที่ผู้เรียนจะได้รับอนุญาตทำงานวิจัยในวิทยานิพนธ์ (Doctoral dissertation) เพื่อให้ผู้เรียนและผู้ที่จะทำหน้าที่เป็นอาจารย์ผู้ควบคุมวิทยานิพนธ์ได้มั่นใจว่า ผู้เรียนมีความเข้มแข็งทางวิชาการพอที่จะทำการวิจัยในวิทยานิพนธ์เป็นขั้นพื้นฐานแล้ว”

 

          ในท้ายที่สุด อ.แหววขอให้ทั้งเหล่าอาจารย์ที่ปรึกษาและนักศึกษาปริญญาเอกที่ประกอบกันเป็น “ประชาคมวิจัย (Research Community)” โปรดตระหนักในการเตรียมตัวสอบคุณสมบัตินะคะ ซึ่งแน่นอน มิใช่การเตรียมตัวสอบเค้าโครง ดังนั้น เราซึ่งมาเป็นมวลมิตรวิชาการต่อกัน หาความรู้เรื่องการสอบคุณสมบัติด้วยนะคะ การกำหนดจังหวะก้าวในการทำงานจะได้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

          อยากให้ทั้งอาจารย์ที่ปรึกษาและนักศึกษาปริญญาเอกแสดงความคิดเห็นหน่อยค่ะว่า การสอบคุณสมบัติกับการสอบเค้าโครงแตกต่างกันอย่างไร ? ทั้งในแง่เป้าหมาย วิธีการ และผลที่คาดจะได้รับ

อ.ปุ๋ม ลักคณา พบร่มเย็น นักศึกษาปริญญาเอกท่านหนึ่งในประชาคมวิจัยของเราแสดงความคิดเห็นเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๔ ทางอีเมลล์ที่สื่อในประชาคมวิจัยของเราว่า  “การขอสอบคุณสมบัติ เป็นการตรวจสอบถึงความพร้อมและความเหมาะสมในการทำวิทยานิพนธ์  แนวคิดและความเป็นไปได้ของการทำวิทยานิพนธ์  ดังนั้น  ควรแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของตัวผู้ขอสอบในคุณสมบัติสำหรับการขอสอบเพื่อทำวิทยานิพนธ์ต่อไป   ส่วนการสอบเค้าโครง  จะเป็นตรวจสอบถึงลำดับความคิด  และ  out-line ขอบเขต ในการศึกษาในวิทยานิพนธ์ในแต่ละหัวข้อ  ความเชื่อมโยงในแต่ละบทและแต่ละหัวข้อ  เพื่อแสดงให้เห็นความเป็นไปได้ในการศึกษาหัวข้อวิทยานิพนธ์ในเรื่องนั้นๆ”

และ อ.แหวว ก็ได้ตอบไปในวันเดียวกัน แต่ดึกหน่อยว่า “ถ้าคิดออกแล้วว่า สอบคุณสมบัติ (Quality examination) มิใช่สอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์ (Proposal examination)

ก็ขอให้คิดดูว่า เอกสารที่ส่งมานั้นเอื้อต่อการสอบคุณสมบัติหรือไม่

การใช้ภาษาไทยว่า "สอบคุณสมบัติ".ก็อาจทำให้งง แต่พอย้อนไปดูภาษาอังกฤษก็อาจเข้าใจมากกว่า ครั้งนี้ น่าจะเป็นการสอบแนวคิดพื้นฐานว่าตรงกันไหมระหว่าง (๑) คนทำวิทยานิพนธ์ (๒).ที่ปรึกษา (๓). กรรมการภายนอก นั่นเอง

ดังนั้น คำถามที่ต้องเตรียมกันก็คือ อะไรคือแนวคิดพื้นฐานที่จะเอามาประกอบขึ้นเป็นวิทยานิพนธ์ ???

เราทั้งหมดอาจไม่ต้องเห็นเหมือนกัน ก็แต่เราคงต้องแลกเปลี่ยนความเห็นกัน เพื่อที่ในวันสอบจริง เราจะได้ช่วยกันทำความเข้าใจในข้อค้นพบ (finding) ต่อกรรมการภายนอก”

 

สำหรับ อ.แหวว การซ้อมสอบครั้งนี้ ก็คือ การแลกเปลี่ยนในรูป conversation เกี่ยวกับองค์ความรู้ที่จะใช้ประกอบสร้างวิทยานิพนธ์ในหัวข้อที่สอบผ่านมาในการสอบครั้งแรก

สำหรับสิ่งที่จะต้องคุยกันในวันพรุ่งนี้ (๑๕ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๔) ซึ่ง อ.ปุ๋ม ลักคณา พบร่มเย็น ขอหารือการเตรียมตัวสอบคุณสมบัติในการทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่่อง "สิทธิในที่ดินของรัฐของบุคคลบนพื้นที่สูง" ดังนั้น เราก็คงจะคุยกันเรื่องการสอบคุณสมบัติ มิใช่เรื่องของเค้าโครงวิทยานิพนธ์ ซึ่งถ้า อ.ปุ๋มเห็นว่า การสอบคุณสมบัติ ก็คือ “ความพร้อมและความเหมาะสมในการทำวิทยานิพนธ์  แนวคิดและความเป็นไปได้ของการทำวิทยานิพนธ์”   คณาจารย์ก็คงหวังจะเห็น อ.ปุ๋ม นำเสนอทางวาจาและทางเอกสารเกี่ยวกับสิ่งที่ อ.ปุ๋มเองก็ตระหนักว่า เป็นภารกิจในการสอบคุณสมบัติ ย้ำอีกที กล่าวคือ (๑) แนวคิด (๒) ความเป็นไปได้ (๓) ความพร้อม (๔) ความเหมาะสม  

หวังว่า ประชาคมวิจัยของเราจะเกิดได้ที่ ห้อง ๓๐๗ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต  เวลา ๙.๓๐ – ๑๓.๐๐ น. ในวันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๔  นี้ นะคะ 

-------------------------------------------------------------------

จำนวนผู้ที่เข้าชมในหน้านี้ 003670