Home

Custom Search

กรณีศึกษานายอับดุลเลาะ มาซู : คนไร้รัฐไร้สัญชาติเพราะไร้รากเหง้า

...จากเรื่องจริงมาเป็นข้อสอบ

โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร

ข้อสอบในวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล หลักสูตรนิติศาสตร์บัณฑิต ปีการศึกษา ๒๕๕๓ ภาคการศึกษาที่ ๑

เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๓

http://www.facebook.com/note.php?saved&&note_id=484161103833

----------------------------------------------------------

เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๙ นายอับดุลเลาะ มาซู เขียนจดหมายมาถึงผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อขอความช่วยเหลือเรื่องปัญหาสถานะบุคคล โดยมีใจความว่า

"ข้าพเจ้า นายอับดุลเลาะอาศัยอยู่บ้านที่ตำบลเตราะบอน อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี  ข้าพเจ้าประสบปัญหา คือ ข้าพเจ้าไม่มีเอกสารประจำตัวใดๆ ของทางราชการ เพราะข้าพเจ้าไม่เคยพบพ่อแม่ที่แท้จริง โดยข้าพเจ้าอาศัยอยู่กับพ่อแม่ บุญธรรมคือนายหะแว และนางกะแมะ ที่อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี มาตั้งแต่จำความได้ โดยพ่อแม่บุญธรรมประกอบอาชีพรับจ้างกรีดยาง ขณะนี้ ข้าพเจ้าแต่งงานแล้วกับนางสูไวดามีบุตร ๑ คน คือ ด.ญ.ซากีนี โดยตลอดเวลาที่ผ่านมา ข้าพเจ้าไม่เคยมีเอกสารประจำตัวของทางราชการเพราะพ่อแม่บุญธรรมของข้าพเจ้าต้องประกอบอาชีพเพื่อเลี้ยงครอบครัวซึ่งมีลูกหลายคน จึงไม่มีเวลาไปติดต่อเรื่องให้ข้าพเจ้าและพ่อแม่บุญธรรมไม่ได้เรียนหนังสือจึงไม่มีความรู้ ไม่ทราบว่า จะต้องไปติดต่อเรื่องบุตรบุญธรรมอย่างไร แต่ข้าพเจ้าก็อาศัยอยู่ที่อำเภอสายบุรีตลอดมา จนแต่งงานเมื่อปี ๒๕๔๔ จึงไปอาศัยกับครอบครัวภรรยาที่อำเภอเจาะไรร้อง นราธิวาสจนถึงปัจจุบัน

ข้าพเจ้าจึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาและขอความช่วยเหลือมายังท่าน เพื่อดำเนินการใดๆ ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องสถานะบุคคล ของข้าพเจ้าและขอความคุ้มครองในปัญหาสิทธิขั้นพื้นฐานของข้าพเจ้าด้วย

ขอแสดงความนับถือ

นายอับดุลเลาะ"

ในการสอบปากคำนายอับดุลเลาะและเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนที่สอนหนังสือในโรงเรียนของตำรวจชายแดนที่ทำงานในพื้นที่ก็ได้รับการยืนยันว่า นายอับดุลเลาะอายุอยู่นพื้นที่มานานตั้งแต่ยังเป็นเด็ก  เขาน่าจะเกิดใน พ.ศ.๒๕๑๐ จากบิดาและมารดาซึ่งเป็นคนสัญชาติมาเลเซีย และไม่น่าจะมีชื่อในทะเบียนราษฎรของรัฐใดเลยบนโลก ด้วยว่า มิได้แจ้งการเกิดในทะเบียนราษฎรของรัฐมาเลเซียและเมื่อมาอาศัยในประเทศไทย ก็ยังมิได้รับการบันทึกชื่อในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย แม้จะมีการหารือกับอำเภอที่เกี่ยวข้องหลายครั้งแล้ว

ปรากฏข้อเท็จจริงอีกว่า นายอับดุลเลาะก็ได้มีจดหมายร้องทุกข์ไปยัง (๑) นายกรัฐมนตรี (๒) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ (๓) ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

เรื่องของนายอับดุลเลาะ ซึ่งประสบปัญหาความไร้รัฐเพราะไร้รากเหง้านี้ เป็นกรณีศึกษาที่ผู้ทำวิทยานิพนธ์นิติศาสตร์มหาบัณฑิตใช้ในการเสนอให้มีการปฏิรูปกฎหมายและนโยบายเกี่ยวกับคนไร้รากเหง้าต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

--------

คำถามที่ ๑

---------

โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ถามว่า นายอับดุลเลาะมีจุดเกาะเกี่ยวกับประเทศใดบ้าง ? เพราะเหตุใด ?

------------

แนวคำตอบ

------------

โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยอำนาจอธิปไตยของรัฐ (State Sovereignty) รัฐย่อมมีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนและประชากร ดังนั้น หากเราพิจารณาข้อเท็จจริงที่มักเกิดขึ้นแก่บุคคลธรรมดา เราจะพบว่า บุคคลธรรมดาจึงอาจมีจุดเกาะเกี่ยวกับรัฐอธิปไตยได้ โดยผ่านข้อเท็จจริง ๕ ประการ กล่าวคือ (๑) ถิ่นที่เกิดของบุคคลธรรมดา (๒) ถิ่นที่บุคคลปรากฏตัว (๓) สัญชาติของบุคคลธรรมดา (๔) ภูมิลำเนาของบุคคล และ (๕) ถิ่นที่ทรัพย์สินอันเป็นสิทธิของบุคคลตั้งอยู่

โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงของนายอับดุลเลาะ เราพบว่า เขามีจุดเกาะเกี่ยวกับหลายประเทศ กล่าวคือ

ประเทศแรกที่มีจุดเกาะเกี่ยวกับบุคคลตามข้อเท็จจริงนี้ ก็คือ ประเทศมาเลเซีย เพราะประเทศนี้มีจุดเกาะเกี่ยวกับนายอับดุลเลาะ กล่าวคือ หากรับฟังว่า อับดุลเลาะเกิดในประเทศมาเลเซีย ประเทศนี้จึงมีสถานะเป็นรัฐเจ้าของถิ่นที่เกิดของนายอับดุลเลาะ ความสัมพันธ์ระหว่างนายอับดุลเลาะกับรัฐมาเลเซียจึงเป็นความสัมพันธ์โดยการเกิดและเป็นไปภายใต้หลักดินแดน

ขอให้สังเกตต่อไปว่า เมื่อฟังข้อเท็จจริงต่อมาว่า บุพการีของนายอับดุลเลาะเป็นคนสัญชาติมาเลเซีย ดังนั้น จึงสรุปต่อไปได้ว่า นายอับดุลเลาะมีความสัมพันธ์กับรัฐมาเลเซียโดยการเกิดโดยหลักสืบสายโลหิตอีกด้วย

แต่อย่างไรก็ดี แม้ว่าความเป็นไปได้ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนี้จะเป็นไปได้ยาก แต่นายอับดุลเลาะก็ไม่ปฏิเสธความเกาะเกี่ยวที่ตนมีกับประเทศมาเลเซีย

ประเทศที่สองที่มีจุดเกาะเกี่ยวกับบุคคลตามข้อเท็จจริงนี้ ก็คือ ประเทศไทย  เพราะเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายอับดุลเลาะอาศัยอยู่ในประเทศไทย  ประเทศนี้จึงมีสถานะเป็นรัฐเจ้าของถิ่นอันเป็นภูมิลำเนาตามกฎหมายเอกชนของนายอับดุลเลาะ และเมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายอับดุลเลาะได้รับการบันทึกในทะเบียนราษฎรของประเทศไทย ดังนั้น นายอับดุลเลาะจึงมีสถานะเป็น “คนไร้รัฐไร้สัญชาติ” ที่มีภูมิลำเนาตามกฎหมายเอกชนไทย โดยสรุป ความสัมพันธ์ระหว่างนายอับดุลเลาะกับรัฐไทยจึงเป็นความสัมพันธ์ภายหลังการเกิด และเป็นไปภายใต้หลักดินแดนเช่นกัน

ขอให้สังเกตว่า ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า ภริยาและบุตรของนายอับดุลเลาะมีสัญชาติอะไร หรือมีภูมิลำเนาอยู่ ณ ที่ใด จึงไม่อาจจะกำหนดจุดเกาะเกี่ยวระหว่างนายอับดุลเลาะกับรัฐเจ้าของสัญชาติหรือรัฐเจ้าของถิ่นอันเป็นภูมิลำเนาของภริยาและบุตรของเขา

โดยสรุป จึงมีเพียง ๒ ประเทศ กล่าวคือ ประเทศไทยและประเทศมาเลเซียที่มีจุดเกาะเกี่ยวกับนายอับดุลเลาะ อันทำให้สถานะบุคคลของบุคคลธรรมดาดังนายอับดุลเลาะมีลักษณะระหว่างประเทศ และตกอยู่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ

ขอให้สังเกตต่อไปว่า จุดเกาะเกี่ยวกับสัญชาติเป็นคนละเรื่องกัน จุดเกาะเกี่ยวอาจจะนำไปสู่สิทธิในสัญชาติหรือไม่ก็ได้ ทั้งนี้เป็นไปตามกฎหมายของรัฐเจ้าของสัญชาตินั้นๆ

--------

คำถามที่ ๒

---------

โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ถามว่า นายอับดุลเลาะประสบปัญหาความไร้รัฐหรือไม่ ? เพราะเหตุใด ? หากเขาตกอยู่ในความไร้รัฐไร้สัญชาติ จะมีทางแก้ไขหรือไม่ ? อย่างไร ?

---------------

แนวคำตอบ

---------------

          ปัญหาความไร้รัฐ ก็คือ ปัญหาความไร้รัฐเจ้าของตัวบุคคลที่เกิดจากการไม่ถูกรับรองโดยรัฐใดเลยบนโลกในทะเบียนบุคคลของรัฐ อันมีผลทำให้ไม่มีรัฐใดเลยยอมรับที่จะออกเอกสารพิสูจน์ตนรับรองความเป็นบุคคลตามกฎหมายให้

ขอให้ตระหนักว่า ปัญหาความไร้รัฐเป็นผลมาจากความล้มเหลวของสิทธิของบุคคลธรรมดาในการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายนั่นเอง อันทำให้มีอุปสรรคในการเข้าถึงสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ดังนั้น นานารัฐในประชาคมระหว่างประเทศจึงยอมรับหลักกฎหมายทั่วไปว่า “ทุก ๆ คนมีสิทธิที่จะได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลในกฎหมายไม่ว่า ณ ที่ใด. (Everyone has the right to recognition everywhere as a person before the law. ดังปรากฏในข้อ ๖ แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.๑๙๔๘/พ.ศ.๒๔๙๑ ซึ่งต่อมาได้รับการรับรองโดยอนุสัญญาระหว่างประเทศอีกหลายฉบับ โดยเฉพาะดังที่ปรากฏในข้อ ๑๖ แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและสิทธิทางการเมือง ค.ศ.๑๙๖๖/พ.ศ.๒๕๐๙

แต่อย่างไรก็ตาม รูปแบบและวิธีการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายให้แก่บุคคลย่อมเป็นไปตามกฎหมายมหาชนภายในของรัฐผู้รับรอง นานารัฐมักจะเรียกกฎหมายที่ใช้ในการรับรองสถานะบุคคลให้แก่บุคคลธรรมดาว่า “กฎหมายการทะเบียนราษฎร (Civil Registration Law)” รวมถึงรัฐไทยก็เช่นกัน ซึ่งเริ่มมีกฎหมายในลักษณะนี้มาตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๕๒ และกฎหมายการทะเบียนราษฎรที่มีผลในปัจจุบัน ก็คือ พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งถูกแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๑

          จะเห็นว่า นายอับดุลเลาะประสบความไร้รัฐในขณะที่เกิดและในช่วงเวลาก่อนที่จะเข้ามาในประเทศไทย ทั้งนี้ เพราะนายอับดุลเลาะไม่ได้รับการบันทึกในทะเบียนราษฎรของรัฐมาเลเซีย อันเป็นรัฐเจ้าของดินแดนที่เขาเกิด และเราพบอีกว่า แม้ในช่วงที่นายอับดุลเลาะอพยพเข้ามาในประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน นายอับดุลเลาะก็ยังประสบความไร้รัฐอยู่อีก ในปัจจุบันนี้ จึงสรุปได้ว่า นายอับดุลเลาะจึงมีสถานะเป็นแต่ “คนไร้รัฐ” หรือ “คนไร้รัฐเจ้าของตัวบุคคล” อยู่อีก

การแก้ไขปัญหาคนไร้รัฐในประเทศไทยอาจเริ่มต้นโดย มาตรา ๓๘ วรรค ๒ แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่งบัญญัติว่า “ให้ผู้อำนวยการทะเบียนกลางจัดให้มีทะเบียนประวัติสำหรับคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยอื่นนอกจากที่บัญญัติไว้ตามวรรคหนึ่งตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด”  ดังนั้น การแก้ไขปัญหาของนายอับดุลเลาะจึงต้องเริ่มต้นจากการประสานความมีอยู่ของปัญหาไปยัง (๑) อธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งทำหน้าที่ผู้อำนวยการทะเบียนกลางตามพ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๑ และ (๒) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีอำนาจพ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๑ ในการประกาศกำหนดการทำทะเบียนประวัติสำหรับ “คนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยอื่นนอกจากที่บัญญัติไว้ตามวรรคหนึ่ง” อันหมายถึงคนต่างด้าวซึ่งยังไม่มีสิทธิอาศัยตามกฎหมายคนเข้าเมือง แต่ไม่อาจส่งกลับออกไปนอกประเทศไทย ซึ่งในทางปฏิบัติของรัฐไทยตั้งแต่อดีตมีอยู่ ๒ ประเภท กล่าวคือ (๑) คนหนีภัยความตายจากประเทศเพื่อนบ้าน และ (๒) แรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือไร้รัฐจากประเทศพม่าลาวกัมพูชา และในปัจจุบัน โดยยุทธศาสตร์เพื่อการจัดการสถานะและสิทธิของบุคคลตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๔๘ ยังขยายผลออกไปครอบคลุม “คนไร้รัฐที่ไม่กลับส่งออกนอกประเทศไทยด้วยสาเหตุอื่นๆ”  ที่สำคัญ ก็คือ (๑) คนไร้รากเหง้า (๒) คนในสถาบันการศึกษาไทย และ (๓) คนที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศไทย

โดยพิจารณากฎหมายและนโยบายข้างต้น จึงอาจสรุปได้ว่า นายอับดุลเลาะย่อมมีสิทธิที่จะร้องขอรับการรับรองสถานะบุคคลในทะเบียนประวัติตามกฎหมายทะเบียนราษฎรไทย ทั้งนี้ เพราะเขาประสบความไร้รากเหง้า นายอับดุลเลาะจัดเป็นกรณีศึกษาตัวอย่างของคนไร้รัฐในประเทศไทยเพราะปัญหาไร้รากเหง้า

ในกรณีที่กรมการปกครองยอมรับบันทึกชื่อนายอับดุลเลาะในทะเบียนประวัติตามกฎหมายไทย ก็จะหมายความว่า  รัฐไทยยอมรับเป็นรัฐเจ้าของตัวบุคคลของนายอับดุลเลาะในสถานะรัฐเจ้าของดินแดนอันเป็นภูมิลำเนาตามกฎหมายเอกชนของนายอับดุลเลาะ ความเป็นคนไร้รัฐของนายอับดุลเลาะก็จะสิ้นสุดลง

ขอให้ตระหนักว่า ปัญหาความไร้รัฐของนายอับดุลเลาะยังสร้างปัญหาสิทธิในสถานะบุคคลอีก ๒ ลักษณะแก่เขา กล่าวคือ (๑) ปัญหาความไร้สัญชาติ และ (๒) ปัญหาความไร้สิทธิเข้าเมืองไทยอย่างถูกกฎหมาย ซึ่งทั้งสองปัญหานี้จะหมดไป โดยการแก้ไขปัญหาของ ๒ รัฐที่มีจุดเกาะเกี่ยวกับนายอับดุลเลาะ

ในประการแรก หากรัฐมาเลเซียยอมรับว่า อับดุลเลาะมีสถานะเป็นคนสัญชาติมาเลเซีย และออกเอกสารรับรองตัวบุคคลให้แก่นายอับดุลเลาะ อันจะทำให้อับดุลเลาะมีสถานะเป็นคนสัญชาติมาเลเซีย  นายอับดุลเลาะก็อาจใช้สถานะบุคคลนี้เพื่อร้องขออนุญาตเข้าเมืองไทยและอาศัยอยู่ในไทยอย่างถูกกฎหมาย ในสถานะครอบครัวของคนสัญชาติไทยหรือคนต่างด้าวที่มีสิทธิอาศัยในประเทศไทย ทั้งนี้ โดยผลของมาตรา ๓๔ (๑๕) แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.๒๕๒๒ ในทิศทางนี้ ความไร้สัญชาติและไร้สถานะที่ชอบด้วยกฎหมายคนเข้าเมืองของนายอับดุลเลาะก็จะเป็นไปตามกฎหมายสัญชาติมาเลเซียและกฎหมายคนเข้าเมืองไทย

ในประการที่สอง หากรัฐไทยอาจยอมรับนายอับดุลเลาะให้สิทธิเข้าเมืองและอาศัยอยู่อย่างถูกกฎหมาย ทั้งนี้ โดยผลของมาตรา ๑๗ และ ๓๔ (๑๕)  แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.๒๕๒๒ และรัฐไทยอาจยอมรับให้สัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติแก่นายอับดุลเลาะ ทั้งนี้ โดยผลของมาตรา ๑๐ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ แต่หากฟังข้อเท็จจริงได้ต่อไปว่า คู่สมรสของนายอับดุลเลาะมีสถานะเป็นหญิงสัญชาติไทย รัฐไทยอาจยอมรับให้สัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติแก่นายอับดุลเลาะโดยมาตรา ๑๑ (๔) แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งแก้ไขและเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่งเงื่อนไขการแปลงสัญชาติเป็นไทยในกรณีหลังจะเป็นไปได้ง่ายกว่ากรณีแรก ในทิศทางหลังนี้ ความไร้สัญชาติและไร้สถานะที่ชอบด้วยกฎหมายคนเข้าเมืองของนายอับดุลเลาะก็จะเป็นไปตามกฎหมายสัญชาติไทยและกฎหมายคนเข้าเมืองไทย

----------------------------------------------------------

 

 

จำนวนผู้ที่เข้าชมในหน้านี้ 003179