Home

Custom Search

บุคคลผู้ถือบัตรบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทยและบุตร จะมีสิทธิขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านตามมาตรา ๒๓ หรือไม่ ? เพราะเหตุใด ?

: กรณีศึกษานางสาวมึดา นาวานารถ

โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร

งานเขียนเพื่อหนังสือแจกในงานวันเด็กไร้สัญชาติ ครั้งที่ ๗ พ.ศ.๒๕๕๒ ของศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน

เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๑

http://gotoknow.org/blog/archanwell-and-stateless-and-nationalityless/228684

------------------------------------

       งานเขียนฉบับนี้เขียนขึ้นเพื่อตอบคำถามของศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชนซึ่งมีมายังผู้เขียนว่า “บุคคลผู้ถือบัตรบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทยและบุตร จะมีสิทธิขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านตามมาตรา ๒๓ หรือไม่ ? เพราะเหตุใด ?” ทั้งนี้ เพื่อจะเผยแพร่ให้ความรู้แก่เด็กและเยาวชนที่ยังไร้สัญชาติในชุมชนสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

เรื่องบัตรเป็นเรื่องของกฎหมายการทะเบียนราษฎร เป็นคนละเรื่องกับกฎหมายสัญชาติ โดยทั่วไป จะเป็นเรื่องที่มีความเชื่อมโยงกัน และเป็นเหตุเป็นผลต่อกัน แต่ในบางสถานการณ์ ก็อาจขัดแย้งกัน ด้วยเหตุผลหลายสาเหตุ เพื่อตอบคำถามนี้ เราจึงควรทำความเข้าใจทีละประเด็น เรียงลำดับตามตรรกวิทยาของเรื่อง กล่าวคือ

ใครคือบุคคลเป้าหมายของมาตรา ๒๓ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ ?

 เราจะต้องไม่ลืมว่า มาตรา ๒๓ นี้ถูกบัญญัติขึ้นเพื่อคืนสิทธิในสัญชาติไทยให้แก่คนต่างด้าวในทะเบียนราษฎรที่เกิดในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๖ จนถึงวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ และบุตรที่เกิดในประเทศไทย  ซึ่งความเป็นคนต่างด้าวของบุคคลกลุ่มดังกล่าวเกิดจากผลของข้อ ๑[1] และข้อ ๒[2] แห่งประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕

แต่ด้วยว่า บุคคลดังกล่าวมีลักษณะกลมกลืนทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมแล้วกับประเทศไทย สภานิติบัญญัติแห่งชาติในปี พ.ศ.๒๕๕๐ จึงไม่ลังรอที่จะยอมรับให้สิทธิในสัญชาติไทยให้แก่บุคคลดังกล่าวโดยมาตรา ๒๓ วรรคแรก[3] แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑  สถานะคนสัญชาติไทยจึงเกิดแก่บุคคลในสถานการณ์ดังกล่าวตั้งแต่วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๑[4]

จะเห็นว่า สัญชาตินี้จึงเป็นสัญชาติไทยที่เกิดขึ้นโดยผลอัตโนมัติของกฎหมาย มิใช่สัญชาติไทยโดยผลของคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ดังเช่นกรณีของสัญชาติไทยโดยผลของมาตรา ๗ ทวิ วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งถูกแก้ไขเพิ่มเติม โดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕

นางสาวมึดา[5]: กรณีตัวอย่างของบุคคลเป้าหมายของมาตรา ๒๓

มึดาเป็นตัวอย่างที่ดีของบุคคลในแม่ฮ่องสอนที่เป็นบุคคลเป้าหมายของมาตรา ๒๓    เราจึงควรจะมาใช้ชีวิตของมึดาเป็นบทเรียนของเรา

 

มึดาเกิดเมื่อวันที่ ๑๒  กันยายน  พ.ศ.๒๕๒๙ ณ เหมืองผาแล บ้านท่าเรือ หมู่ ๘ ตำบลสบเมย อำเภอสบเมย  จังหวัดแม่ฮ่องสอน จากนายหม่องละ ซึ่งเกิดในประเทศพม่าเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๗ และจากนางนาบือ ซึ่งเกิดในประเทศพม่าเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๘  บิดาและมารดาของมึดาไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย

บิดาของมึดาเข้ามาในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๐ ในขณะที่มารดาเข้ามาในประเทศไทย ..๒๕๑๒ บุคคลทั้งสองเป็นคนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่ตกหล่นจากทะเบียนราษฎรของรัฐพม่า จึงประสบความไร้รัฐ แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งบิดามารดาก็มีสถานะบุคคลในประเทศไทยเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย ถือเป็น “ลักษณะการเข้าเมืองแบบไม่ถาวร”

มึดาและครอบครัว รวมถึงคนในหมู่บ้านเดียวกับมึดา เพิ่งได้รับการสำรวจและบันทึกในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๒ แต่ด้วยความล่าช้าในการออกบัตรประจำตัวตามกฎหมายทะเบียนราษฎร ครอบครัวของมึดาตลอดจนคนในหมู่บ้านดังกล่าวเพิ่งได้รับการออกบัตรประจำตัวประเภท “บัตรสำรวจชุมชนบนพื้นที่สูง” เพียงเมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๖ ซึ่งบัตรนี้ มักถูกเรียกย่อๆ โดยประชาชนว่า “บัตรเขียวขอบแดง” เพราะบัตรมีสีเขียวทั้งใบ ยกเว้นเส้นขอบเป็นสีแดง

โดยข้อเท็จจริงในขณะที่เกิดของมึดา  จึงสรุปข้อกฎหมายได้ว่า มึดาย่อมไม่ได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตามหลักดินแดนโดยผลของข้อ ๒ แห่งประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ เพราะเกิดในประเทศไทยจากมารดาซึ่งเป็นคนต่างด้าวที่เข้าเมืองในลักษณะไม่ถาวร โดยไม่ปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย

ตั้งแต่วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๕ จนถึงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๑ มึดาถูกถือเป็นคนต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมายโดยผลของมาตรา ๗ ทวิ วรรคสาม[6] แห่ง ...สัญชาติ ..๒๕๐๘   ซึ่งถูกแก้ไขเพิ่มเติม โดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามึดาจะมีสถานะเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย มึดาก็ไม่ถูกส่งออกนอกประเทศไทย เพราะเธอได้รับสิทธิอาศัยชั่วคราวตามมาตรา ๑๗ แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.๒๕๕๒ โดยผลของมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๓

ในที่สุด ในวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ มีผล จึงฟังได้ว่า มึดาเป็นบุคคลเป้าหมายของมาตรา ๒๓ วรรคแรก แห่งกฎหมายนี้ หากปรากฏข้อเท็จจริงครบตามที่มาตรา ๒๓ วรรคแรกกำหนด กล่าวคือ  (๑) มึดาเกิดในประเทศไทย  (๒) ถ้าบุคคลผู้นั้นอาศัยอยู่จริงในราชอาณาจักรไทยติดต่อกันโดยมีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร และ (๓) เป็นผู้มีความประพฤติดี หรือทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมหรือประเทศไทย

        ในส่วนวิธีการบังคับการตามสิทธิในสัญชาติไทยตามมาตรา ๒๓ วรรคแรก แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ นั้น  ย่อมเป็นไปตามที่กำหนดในมาตรา ๒๓ วรรคสอง[7] แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่งหากเราอ้างบทบัญญัติแห่งวรรคนี้ เราจะพบว่า เป็นบทบัญญัติที่เชื่อมให้ “นายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่น” ต้องทำหน้าที่ตามกฎหมายทะเบียนราษฎร อย่าเข้าใจผิดเด็ดขาดว่า นายอำเภอเป็นผู้มี  “อำนาจอนุญาตให้สัญชาติ” แก่มึดา ในทางตรงข้าม กฎหมายกำหนดให้นายอำเภอมี “หน้าที่ลงรายการสัญชาติไทย” ให้แก่มึดา  ขอให้สังเกตว่า สัญชาติไทยตามมาตรา ๒๓ ของมึดานี้เป็นไปโดยผลของกฎหมาย ดังนั้น ผู้ให้สัญชาติไทยแก่มึดา ก็คือ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ซึ่งทรงลงพระปรมาภิไธยใน พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ นั่นเอง

       ขอให้สังเกตว่า แม้อำเภอสบเมยจะออกบัตรประชาชนให้แก่มึดาในวันที่ ๓ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๑ แต่สิทธิในสัญชาติไทยของมึดาก็เริ่มต้นตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๓ วรรคแรก แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ กล่าวคือ เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๑

ขอให้ตระหนักว่า บุคคลในสถานการณ์เดียวกับมึดา ย่อมมีความสามารถที่จะได้รับสิทธิในสัญชาติไทยตามมาตรา ๒๓ ได้เฉกเช่นมึดาทุกประการ

จะเห็นว่า การถือบัตรประจำตัวคนต่างด้าวตามกฎหมายทะเบียนราษฎรที่เรียกว่า “บัตรเขียวขอบแดง” ของมึดา ไม่ทำให้เธอต้องเสียสิทธิตามมาตรา ๒๓ วรรคแรก แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑  ในความเป็นจริง บุคคลที่ถือบัตรคนต่างด้าวตามกฎหมายทะเบียนราษฎรประเภทต่างๆ ย่อมมีสิทธิในลักษณะเดียวกับมึดา หากมีข้อเท็จจริงครบตามที่กำหนดในมาตรา ๒๓ วรรคแรก แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑ เฉกเช่นมึดา

ในท้ายที่สุด อำเภอมิได้มีหน้าที่เพียงลงรายการสัญชาติไทยให้แก่มึดาในทะเบียนบ้านเท่านั้น แต่ยังมีหน้าที่ต้องลงรายการสัญชาติไทยใน “เอกสารการทะเบียนราษฎรตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร” ทั้งหมดตามที่กำหนดในมาตรา ๒๓ วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑

------------------------------------

 



[1] ซึ่งบัญญัติว่า

“ให้ถอนสัญชาติไทยของบรรดาบุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรไทย โดยบิดาเป็นคนต่างด้าว หรือมารดาเป็นคนต่างด้าวแต่ไม่ปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย และในขณะทีเกิด บิดาหรือมารดานั้นเป็น

(๑)

ผู้ที่ได้รับการผ่อนผันให้พักอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นพิเศษเฉพาะราย

(๒)

ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าอยู่ในราชอาณาจักรไทยเพียงชั่วคราว หรือ

(๓)

ผู้ที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง

ทั้งนี้ เว้นแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาเห็นสมควรและสั่งเฉพาะรายเป็นประการอื่น”

[2] ซึ่งบัญญัติว่า “บุคคลตามข้อ ๑ ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทยเมื่อประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับแล้ว ไม่ได้สัญชาติไทย เว้นแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาเห็นสมควรและสั่งเฉพาะรายเป็นประการอื่น”

[3] ซึ่งบัญญัติว่า “บรรดาบุคคลที่เคยมีสัญชาติไทยเพราะเกิดในราชอาณาจักรไทย   แต่ถูกถอนสัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๕ ข้อ และผู้ที่เกิดในราชอาณาจักรไทยแต่ไม่ได้สัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๕ ข้อ รวมถึงบุตรของบุคคลดังกล่าว ที่เกิดในราชอาณาจักรไทยก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและไม่ได้สัญชาติไทยตามมาตรา ทวิ  วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ .. ๒๕๐๘ ซึ่งเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ) .. ๒๕๓๕ ถ้าบุคคลผู้นั้นอาศัยอยู่จริงในราชอาณาจักรไทยติดต่อกันโดยมีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร และเป็นผู้มีความประพฤติดี หรือทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมหรือประเทศไทยให้ได้สัญชาติไทยตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เว้นแต่ผู้ซึ่งรัฐมนตรีมีคำสั่งอันมีผลให้เป็นผู้มีสัญชาติไทยแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ”

[4] มาตรา ๒ บัญญัติว่า “พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป”  ซึ่งก็คือ ราชกิจจานุเบกษา ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ เล่ม ๑๒๕ ตอนที่ ๓๙ ก หน้า ๒๔

[5] ข้อมูลที่เสนอต่อเวทีเสวนาเพื่อแสวงหาองค์ความรู้ในการจัดการปัญหาเด็กไร้สัญชาติครั้งที่ ๓ เรื่องการศึกษาผลกระทบด้านสถานะบุคคลตามกฎหมายไทยที่เกิดแก่เด็กไร้สัญชาติในประเทศไทย ณ ห้องประชุมใหญ่ ๑๐๙ อาคารบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยพายัพ วันอาทิตย์ ที่ ๕ ตุลาคม  พ.ศ.๒๕๔๖.

[6] ซึ่งบัญญัติว่า “ให้ถือว่า ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทยซึ่งไม่ได้สัญชาติไทยตามวรรคหนึ่ง เป็นผู้ที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง เว้นแต่จะมีการสั่งเป็นอย่างอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น"

[7] ซึ่งบัญญัติว่า “เมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ผู้มีคุณสมบัติตามวรรคหนึ่งยื่นคำขอลงรายการสัญชาติในเอกสารการทะเบียนราษฎรต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรแห่งท้องที่ที่ผู้นั้นมีภูมิลำเนาในปัจจุบัน”

จำนวนผู้ที่เข้าชมในหน้านี้ 002030