Home

Custom Search

กรณีศึกษานายสมชาย แซ่เตินและนางเฮือง แซ่เหงียนใน ฎ.๕๘๐/๒๕๒๗ (นายสมชาย แซ่เติน ผู้ร้อง ร.อ.อรุณ พันธุ์ภักดี ผู้คัดค้าน)

: สิทธิในการก่อตั้งครอบครัวตามกฎหมายไทยระหว่างคนสัญชาติไทยและคนไร้สัญชาติเชื้อสายเวียดนาม

โดย รองศาสตราจารย์ ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร

เริ่มเขียนเมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๙

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันพุธที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๒

http://learners.in.th/blog/notes-of-archanwell-on-private-international-law/307562

http://www.archanwell.org/autopage/show_page.php?t=1&s_id=477&d_id=476&page=1

------------------------------------------

(๑.)      ข้อเท็จจริง

นายสมชาย แซ่เตินซึ่งมีสัญชาติไทยและมีอายุ ๒๙ ปี และนางเฮือง แซ่เหงียนซึ่งมี สัญชาติญวนและมีอายุ ๓๒ ปี ได้ไปขอจดทะเบียนสมรสและทำคำร้องยื่นต่อ ร.อ. อรุณ พันธุ์ภักดีซึ่ง เป็นนายอำเภอเมืองอุบลราชธานี เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน พศ.๒๔๙๓

แต่นายอำเภอเมืองอุบลราชธานีซึ่งมีสถานะเป็นนายทะเบียนไม่รับจดทะเบียนสมรสให้ โดยเหตุผลว่า นางเฮือง แซ่เหงียนซึ่งมี สัญชาติญวนและเชื้อชาติญวน โดยมีบัตรประจำตัวคนญวนอพยพ แต่ไม่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว

นายสมชาย แซ่เตินจึงได้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นายทะเบียนครอบครัวประจำสำนัก ทะเบียนอำเภอเมืองอุบลราชธานีรับจดทะเบียนสมรสระหว่างนายสมชาย แซ่เตินกับนางเฮือง แซ่เหงียน

(๒.)      คำพิพากษาของศาล

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นายทะเบียนครอบครัวประจำสำนักทะเบียนอำเภอเมืองอุบลราช ธานีรับจดทะเบียนสมรสระหว่างนายสมชาย แซ่เตินกับนางเฮือง แซ่เหงียน

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

นายอำเภอเมืองอุบลราชธานีผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายืน

(๓.)      การพิจารณาของศาล

ก.                โจทก์ทั้งสองมีคุณสมบัติครบถ้วนและเงื่อนไขตามข้อกำหนดของพรบ.จดทะเบียนครอบ   ครัวหรือไม่ ?

ในชั้นต้น ไม่ปรากฏว่า มีการอ้างเหตุตามพรบ.จดทะเบียนครอบครัว พศ.๒๔๗๘ มาตรา ๑๓ แต่อย่างใด แสดงว่า บุคคลทั้งสองต้องมีคุณสมบัติอย่างอื่นครบถ้วนที่จะสมรสกันได้

ต่อมา ผู้คัดต้านเพิ่งจะมากล่าวอ้างในตอนหลังว่า มีเรื่องผิดเงื่อนไขการสมรส และการ กล่าวอ้างมีลักษณะลอยๆมาในคำคัดค้านเท่านั้น แต่ในสำเนาทะเบียนบ้านญวนอพยพซึ่งนายทะเบียน เมืองอุบลราชธานีทำขึ้นและมีแนบมาท้ายคำคัดค้านได้ระบุว่า นางสาวเฮือง แซ่เหงียน เกิดปีพศ. ๒๔๙๓ ซึ่งก็ตรงกับบัตรประจำตัวญวนอพยพตามเอกสารที่ยื่นต่อศาล

ศาลฎีกาจึงเชื่อได้ว่า นางสาวเฮือง แซ่เหงียนมีอายุมากกว่า ๒๐ ปี และยังเป็นนางสาว ไม่มีคู่สมรสจริง ข้อคัดค้านเรื่องการสมรสผิดเงื่นไขจึงรับฟังไม่ได้

ข.                การที่นายอำเภอฯผู้คัดค้านไม่รับจดทะเบียนสมรสโดยอ้างคำสั่งกระทรวงมหาดไทย เป็นการที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ?

ศาลฎีกาเห็นว่า ในเรื่องการจดทะเบียนสมรส นายทะเบียนจะต้องถือปฏิบัติตามมาตรา ๑๐ แห่งพรบ.จดทะเบียนครอบครัว พศ.๒๔๗๘ กล่าวคือ เมื่อมีการร้องขอให้จดทะเบียนสมรส นายทะเบียนต้องจดทะเบียนสมรสให้ เว้นแต่จะมีข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่ทำให้ไม่รับจดทะเบียนสมรส เกิดขึ้นตามข้อกำหนดของมาตรา ๑๓ กล่าวคือ เฉพาะในกรณีที่การสมรสมิได้เป็นไปตามเงื่อนไข ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๔๕-๑๔๔๗ (ปัจจุบันคือมาตรา ๑๔๔๘-๑๔๕๔) เท่านั้น

ส่วนคำสั่งหรือระเบียบของกระทรวงมหาดไทยตามหนังสือเอกสารที่ยื่นต่อศาล กล่าวคือ ระเบียบของกระทรวงมหาดไทยตามหนังสือที่ ๖๔๙/๒๔๙๖ ลงวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พศ.๒๔๙๖ กับ หนังสือที่ ๒๐๖๙๕/๒๕๐๑ ลงวันที่ ๒๓ ธันวาคม พศ.๒๕๐๑ เรื่องให้กวดขันการจด ทะเบียนสมรสของหญิงต่างด้าวกับคนไทยเพื่อหลีกเลี่ยงในการเข้าเมือง ระเบียบนี้จึงเป็นการเพิ่มเติม เงื่อนไขห้ามนายทะเบียนจดทะเบียนสมรสให้คนไทยกับหญิงต่างด้าวที่ยังไม่มีใบสำคัญประจำตัวคน ต่างด้าว

แต่จะเห็นว่า กระทรวงมหาดไทยออกคำสั่งหรือระเบียบดังกล่าวโดยมิได้อาศัยอำนาจ ตามกฎหมายหรือมีกฎหมายฉบับใดให้อำนาจไว้ จึงถือเป็นเพียงระเบียบภายในระหว่างเจ้าหน้าที่ของ กระทรวงมหาดไทยด้วยกันเท่านั้น จะนำมาใช้บังคับแก่บุคคลทั่วไปอย่างเช่นกฎหมายหาได้ไม่

ดังนั้น ศาลฎีกาจึงเห็นว่า การที่ผู้คัดค้านไม่รับจดทะเบียนสมรสให้ผู้ร้องกับนางสาว เฮือง แซ่เหงียน ตามคำสั่งและระเบียบดังกล่าว จึงไม่ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย

เมื่อไม่ปรากฏในข้อเท็จจริงตาม ฎ. ๕๘๐/๒๕๒๗ ว่า มีข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุตาม มาตรา ๑๓ แห่งพรบ.จดทะเบียนครอบครัว พศ. ๒๔๗๙ แต่อย่างใด แสดงว่า นางสาว เฮือง แซ่เหงียน และนายสมชาย แซ่เตินมีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะสมรสได้ตามข้อกำหนดของประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ นายอำเภอจึงไม่อาจจะปฏิเสธที่จะจดทะเบียนสมรสตามมาตรา ๑๓

ศาลฎีกาเห็นว่า ควรเดินตามบรรทัดฐานตาม ฎ.๗๒๐/๒๕๐๕[1] และฎ.๓๗๔๐/๒๕๒๕[2] จึงเห็นว่า คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว กล่าวคือ มีคำสั่งให้นายทะเบียนครอบครัวประจำ สำนักทะเบียนอำเภอเมืองอุบลราชธานีรับจดทะเบียนสมรสให้ผู้ร้องกับนางสาวเฮือง แซ่เหงียน

(๔.)      ข้อสังเกต

ก.                กฎหมายที่กำหนดการจดทะเบียนสมรส

ฎ.๕๘๐/๒๕๒๗ ยืนยันอย่างชัดเจนว่า กฎหมายที่มีผลกำหนดต่อการจดทะเบียนสมรส ก็คือ พรบ.จดทะเบียนครอบครัว พศ.๒๔๗๘ เท่านั้น

กฎหมายลูกบทที่จะมีผลในเรื่องนี้จะต้องมาจากกฎหมายหลัก คือ พรบ.จดทะเบียน ครอบครัว พศ.๒๔๗๘ เท่านั้น และจะต้องไม่ขัดต่อกฎหมายหลัก

ข.                สถานะของระเบียบกระทรวง

ฎ.๕๘๐/๒๕๒๗ ยืนยันอย่างชัดเจนว่า กระทรวงอาจออกคำสั่งหรือระเบียบโดยมิได้ อาศัยอำนาจตามกฎหมายหรือมีกฎหมายฉบับใดให้อำนาจไว้ได้

แต่หากระเบียบกระทรวงมิได้มาจากกฎหมายหลัก ระเบียบนั้นก็จะมีสถานะเป็น ระเบียบภายในระหว่างเจ้าหน้าที่ของกระทรวงนั้นๆ จะนำมาใช้บังคับแก่บุคคลทั่วไปอย่างเช่นกฎหมาย หาได้ไม่

หากระเบียบกระทรวงมาจากกฎหมายหลัก ระเบียบนั้นจะนำมาใช้บังคับแก่บุคคลทั่วไป อย่างเช่นกฎหมายได้ แต่ระเบียบซึ่งเป็นกฎหมายของฝ่ายปกครอง ไม่อาจขัดแย้งพระราชบัญญัติ ซึ่งเป็นกฎหมายของรัฐสภาและเป็นกฎหมายหลัก

ค.                ความขัดแย้งระหว่างกฎหมายของสภาและกฎหมายของฝ่ายปกครอง

ฎ.๕๘๐/๒๕๒๗ ยืนยันอย่างชัดเจนว่า เมื่อฝ่ายปกครองปฏิบัติตามกฎหมายของฝ่ายปกครองที่ขัดต่อกฎหมายหลักที่มาจากสภา การกระทำของฝ่ายปกครองนั้นย่อมไม่ชอบด้วย กฎหมายและไม่มีผลต่อเอกชนแต่อย่างใด

คดีนี้จึงมีลักษณะเป็นคดีปกครองอีกด้วย แต่ในสมัยนั้นไม่มีศาลปกครอง จึงเป็นหน้าที่ของศาลแพ่งในการพิจารณาคดี การฟ้องฝ่ายปกครอง กล่าวคือ นายอำเภอ จึงต้องทำในศาลแพ่ง

ง.                 สถานะบุคคลตามกฎหมายไทยของนางเฮือง แซ่เหงียน

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า “นางเฮือง แซ่เหงียนเป็น สัญชาติญวนและเชื้อชาติญวน โดยมีบัตรประจำตัวคนญวนอพยพ แต่ไม่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว”   

จะเห็นในประการแรกว่า การที่นางเฮืองถือบัตรญวนอพยพ ย่อมหมายความว่านางเฮืองเป็นชนกลุ่มน้อยไร้สัญชาติเชื้อสายเวียดนามที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยนานแล้ว ซึ่งตามนโยบายของรัฐไทยว่าด้วยการเข้าเมืองของคนเชื้อสายเวียดนาม

แม้คนถือบัตรญวนอพยพจะมิได้เกิดในประเทศไทย ก็อาจร้องขอรับสถานะเป็นคนต่างด้าวที่ไม่มีสถานะเป็นคนเข้าเมืองที่ชอบกฎหมายที่มีสิทธิอาศัยถาวรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง และในวาระต่อไป ร้องขอสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติหรือโดยการสมรสได้ ทั้งนี้ เพราะคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ.๒๕๓๕ เห็นชอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอนุญาตให้บุคคลดังกล่าวมีสถานะเป็นคนต่างด้าวที่ชอบด้วยกฎหมายหรือสถานะคนสัญชาติไทย

แต่เมื่อปรากฏว่า นางเฮืองยังไม่มีสถานะเป็นคนสัญชาติไทยและยังมิได้ถือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว ก็จะยังฟังไม่ได้ว่า นางเฮืองมีสถานะเป็นคนสัญชาติไทย และยังไม่มีสถานะเป็นคนต่างด้าวเข้าเมืองที่ชอบกฎหมายและมีสิทธิอาศัยถาวร

การถือบัตรประจำตัวญวนอพยพมีความหมายเพียงว่า นางเฮืองเป็นคนต่างด้าวที่มีสิทธิอาศัยชั่วคราว แต่ยังมีสถานะเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย ดังจะเห็นว่า นางเฮืองจะออกนอกพื้นที่ที่ได้รับการผ่อนผันให้อาศัยชั่วคราวได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้งนี้โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๗ แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.๒๕๒๒[3]

ในประการที่สอง เราตระหนักว่า คนถือบัตรญวนอพยพก็คือคนเชื้อสายเวียดนามที่บุพการีหนีภัยความตายออกจากประเทศเวียดนามก่อนที่ประเทศนี้จะมีทะเบียนบุคคลของรัฐ  พวกเขาจึงตกหล่นจากทะเบียนราษฎรของประเทศต้นทาง ตกเป็นคนไร้รัฐในช่วงแรกที่เข้ามาในประเทศไทย จนกระทั่งได้รับการบันทึกในทะเบียนประวัติคนญวนอพยพและได้รับการออกบัตรประจำตัวคนญวนอพยพ  ความไร้รัฐเจ้าของตัวบุคคลสิ้นสุดลงเมื่อได้รับการบันทึกตัวตนในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย ปัญหาของพวกเขาจึงมีเพียงความไร้สัญชาติ

จะเห็นว่า พวกเขาไม่มีสถานะเป็นคนสัญชาติเวียดนามในทะเบียนราษฎรของรัฐเวียดนาม ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็จะไม่มีสัญชาติไทยโดยผลอัตโนมัติของกฎหมาย หากพวกเขาเกิดนอกประเทศไทย พวกเขาจึงมีสถานะเป็นคนไร้สัญชาติโดยข้อกฎหมาย (de jure stateless people) ซึ่งหมายความว่า หากรัฐไทยซึ่งเป็นเจ้าดินแดนจะแก้ไขปัญหาความไร้สัญชาติของนางเฮืองได้ ก็ต่อเมื่อรัฐนี้จะต้องให้สัญชาติไทย ความไร้สัญชาติเกิดขึ้นโดยข้อกฎหมาย มิใช่ข้อเท็จจริง

การที่อำเภอเมืองอุบลราชธานีบันทึกว่า นางเฮืองเป็นคนสัญชาติเวียดนาม ก็ไม่ทำให้นางเฮืองมีสัญชาติเวียดนาม เฉพาะแต่รัฐเวียดนามเท่านั้นที่จะสามารถบันทึกว่า นางเฮืองมีสัญชาติเวียดนาม แต่อย่างไรก็ตาม การพิจารณาความเป็นคนสัญชาติเวียดนามของนางเฮืองจะต้องใช้กฎหมายสัญชาติเวียดนาม มิใช่กฎหมายสัญชาติไทย

จ.                 สิทธิในการจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายไม่ขึ้นอยู่กับความมีสัญชาติ

ในท้ายที่สุด เราอาจยืนยันได้ว่า ศาลไทยใน ฎ.๕๘๐/๒๕๒๗ ยืนยันในสิทธิที่จะได้รับการจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายไทยกับนายสมชาย แซ่เติน โดยมิได้สนใจว่า นางเฮืองมีสัญชาติหรือไม่ และมิได้สนใจว่า นางเฮืองเป็นคนที่ชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองหรือไม่ จึงกล่าวได้ว่า ศาลไทยใน ฎ.๕๘๐/๒๕๒๗ ยืนยันในความเป็นสิทธิมนุษยชนของสิทธิในการจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย อันนำไปสู่สิทธิในการก่อตั้งครอบครัวตามกฎหมาย ซึ่งได้รับการรับรองโดยข้อ ๑๖ (๑)[4] แห่ง ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.๑๙๔๘ และข้อ ๒๓ (๒) [5] แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและสิทธิทางการเมือง ค.ศ.๑๙๖๖ ซึ่งผูกพันประเทศไทยในสถานะของบ่อเกิดของกฎหมายระหว่างประเทศ

ฉ.                กฎหมายที่กำหนดเงื่อนไขแห่งการสมรสของนางเฮืองคนไร้สัญชาติ

ข้อจำกัดสิทธิในการสมรสกับนายสมชายอาจมีได้ตามกฎหมายเอกชนว่าด้วยครอบครัวเท่านั้น กล่าวคือ นายสมชาย แซ่เตินและนางเฮืองต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ตนมีเงื่อนไขแห่งการสมรสเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด อันทำให้การสมรสของบุคคลทั้งสองเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยครอบครัว ซึ่งอาจจะเป็นกฎหมายของรัฐที่ถูกระบุโดยกลไกแห่งกฎหมายขัดกัน

แต่หากไม่มีการกล่าวอ้างลักษณะระหว่างประเทศของการสมรส หรือหากมีการกล่าวอ้างลักษณะระหว่างประเทศของการสมรสก็ตาม กฎหมายที่ใช้บังคับ ก็ยังเป็นกฎหมายของรัฐไทยอยู่ดี ทั้งนี้ เพราะมาตรา ๑๙[6] แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.๒๔๘๑ ซึ่งเป็นกฎหมายขัดกันไทยกำหนดให้ใช้กฎหมายของรัฐเจ้าของสัญชาติของคู่สมรส

และเมื่อนายสมชายมีสัญชาติไทย ก็จะต้องใช้ประมวลกฎหมายแพ่งไทยว่าด้วยครอบครัวกำหนดเงื่อนไขแห่งการสมรส

ส่วนนางเฮืองซึ่งเป็นคนไร้สัญชาติซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศไทย ก็หมายความว่า มีภูมิลำเนาตามกฎหมายเอกชนอยู่ในประเทศไทย ดังนั้น โดยผลของมาตรา ๖ วรรค ๔[7] แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.๒๔๘๑ ซึ่งกำหนดให้ใช้กฎหมายของรัฐเจ้าของภูมิลำเนาแทนกฎหมายของรัฐเจ้าของสัญชาติ การกำหนดเงื่อนไขแห่งการสมรสของนางเฮือง คนไร้สัญชาติ จึงต้องใช้กฎหมายของรัฐไทย อันได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งไทยว่าด้วยครอบครัวกำหนดเงื่อนไขแห่งการสมรส เช่นกัน

ช.                บทส่งท้าย

จะเห็นว่า การรับจดทะเบียนสมรสนั้นมิใช่ “อำนาจดุลพินิจของนเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งไม่มีใครอาจบังคับได้เลย” หากแต่เป็น “อำนาจหน้าที่” ดังนั้น  เมื่อนายสมชายและนางเฮืองพิสูจน์ได้ว่า บุคคลทั้งสองมีข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบของกฎหมายเอกชนว่าด้วยเงื่อนไขการสมรส อันอาจสมรสได้ตามกฎหมายไทย เจ้าหน้าที่ก็มี “หน้าที่ตามกฎหมาย” ที่จะต้องรับจดทะเบียนสมรสให้ เมื่อนายอำเภอซึ่งทำหน้าที่ดังกล่าวปฏิเสธที่จะรับพิจารณาคำขอจดทะเบียนสมรส การกระทำดังกล่าวย่อมเป็นความผิดอาญาฐานเจ้าพนักงานไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๑๕๗ แห่งประมวลกฎหมายอาญาอีกด้วย

 



[1] ซึ่งวางหลักว่า “นายอำเภอมีหน้าที่จดทะเบียนสมรสให้แก่คู่สมรสตามที่เขาร้องขอตามพระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ.๒๔๗๘ นายอำเภอจะอ้างเหตุขัดข้อง ตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทยโดยที่คำสั่งกระทรวงมหาดไทยนั้นมิได้อาศัยอำนาจตามบทกฎหมายนั้นไม่ได้”

[2] ซึ่งวางหลักว่า “ผู้ร้องเป็นบุคคลสัญชาติไทยได้ไปยื่นคำร้องขอจดทะเบียนสมรสกับนางสาว ด. บุคคลสัญชาติญวนซึ่งเกิดในประเทศไทย บิดามารดาของนางสาว ด. อพยพเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย นายอำเภอเห็นว่านางสาว ด. มีเชื้อชาติสัญชาติญวน ไม่มีบัตรประจำตัวประชาชนมีแต่บัตรคนญวนอพยพ จึงไม่รับจดทะเบียนสมรสให้ โดยถือปฏิบัติตามคำสั่งของกระทรวงมหาดไทย แต่คำสั่งของกระทรวงมหาดไทยก็มิได้อาศัยอำนาจตามกฎหมายฉบับใดอันจะใช้บังคับเป็นกฎหมายแก่บุคคลทั่วไป นายอำเภอซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายให้รับจดทะเบียนสมรสแก่ผู้ร้องและนางสาว ด. จะอ้างคำสั่งดังกล่าวเพื่อไม่ยอมปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายที่ตนมีอยู่หาได้ไม่”

[3]  ซึ่งบัญญัติว่า “ในกรณีพิเศษเฉพาะเรื่อง รัฐมนตรีโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรี จะอนุญาตให้คนต่างด้าวผู้ใดหรือจำพวกใดเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรภายใต้เงื่อนไขใด ๆ หรือจะยกเว้นไม่จำต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ ในกรณีใด ๆ ก็ได้”

[4] ซึ่งบัญญัติว่า “ชายและหญิงเมื่อเจริญวัยบริบูรณ์แล้ว มีสิทธิที่จะสมรสและที่จะสร้างครอบครัวโดยไม่มีการจำกัดใด ๆ เนื่องจาก เชื้อชาติ, สัญชาติ, หรือศาสนา.  บุคคลชอบที่จะมีสิทธิเท่าเทียมกันในเรื่องการสมรส  ในระหว่างการสมรสและในการขาดจากการสมรส. (Men and women of full age, without any limitation due to race, nationality or religion, have the right to marry and to found a family. They are entitled to equal rights as to marriage, during marriage and at its dissolution.)”

[5] ซึ่งบัญญัติว่า “สิทธิของชายและหญิงในวัยที่อาจสมรสได้ในการที่จะสมรสและมีครอบครัวพึงได้รับการยอมรับ (The right of men and women of marriageable age to marry and to found a family shall be recognized.)”

[6] ซึ่งบัญญัติว่า “เงื่อนไขแห่งการสมรสให้เป็นไปตามกฎหมายสัญชาติของคู่กรณีแต่ละฝ่าย”

[7] ซึ่งบัญญัติว่า “สำหรับบุคคลผู้ไร้สัญชาติ ให้ใช้กฎหมายภูมิลำเนาของบุคคลนั้นบังคับ ถ้าภูมิลำเนาของบุคคลนั้นไม่ปรากฏ ให้ใช้กฎหมายของประเทศซึ่งบุคคลนั้นมีถิ่นที่อยู่บังคับ”

จำนวนผู้ที่เข้าชมในหน้านี้ 001828