Home

Custom Search

เด็กชายหม่อง ทองดี เป็นคนสัญชาติพม่าหรือเป็นคนไร้สัญชาติกันแน่ ???

โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร

เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๒

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01way04060952&sectionid=0137&day=2009-09-06

 

---------------------------------------------------------------

เมื่อวันที่ ๒ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๒ ครูน้อย วินัสรินทร์ มีทรัพย์ ซึ่งเป็นครูฝ่ายวิชาการที่ดูแลเรื่องเด็กชายหม่อง ทองดี นั่งร้องไห้ตรงหน้ากรมการปกครอง กอดน้องหม่องไว้ในอ้อมแขน ไม่ไกลกันนัก ชายวัยกลางคนที่มีชื่อว่า อาจารย์ดวงฤทธิ เกติมา ก็นั่งน้ำตาคลอ

ความโศกเศร้าของคนสามคนมีสาเหตุที่มาจากที่แตกต่างกัน แต่ใกล้เคียงกัน

ครูน้อยและอาจารย์ดวงฤทธิร้องไห้ เพราะสงสารเด็กชายหม่องตัวน้อย

แล้วทำไมเด็กชายหม่องตัวน้อยจึงร้องไห้ ??

เด็กชายหม่อง ทองดี ร้องไห้ด้วยเหตุผลง่ายๆ เพราะถูกดับฝันที่จะไปร่วมการแข่งขันเครื่องบินกระดาษพับชิงแชมป์ประเทศญี่ปุ่น ครั้งที่ ๔ ณ เมืองชิบะ ประเทศญี่ปุ่น

แล้วทำไมเด็กชายหม่องจึงเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่นไม่ได้ ??

คำตอบที่เจ้าหน้าที่ของกระทรวงการมหาดไทยตอบมา เป็นคำตอบที่ดูง่ายๆ ที่ตอบ แต่เข้าใจยากมาก ก็คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่มีอำนาจที่จะอนุญาตให้น้องหม่องกลับเข้ามาในประเทศไทย หากน้องหม่องเดินทางออกไปในประเทศญี่ปุ่น

อาจารย์ดวงฤทธิ์และครูในโรงเรียนห้วยทรายไม่เคยคิดว่า ลูกศิษย์ของตนที่โรงเรียนห้วยทรายจะมีความแตกต่างกัน เมื่อได้แนวคิดว่า การทำเครื่องบินกระดาษพับจะเป็นการฝึกทั้งสมองและสมาธิให้นักเรียนตัวน้อยในโรงเรียน ก็ได้สนับสนุนให้นักเรียนทุกคนตั้งแต่อนุบาลจนถึงประถม ๖ มีความใส่ใจในเครื่องเล่นราคาถูก แต่ให้คุณประโยชน์ต่อชีวิตอย่างอเนกอนันต์ ครอบครัวของนักเรียนในโรงเรียนห้วยทรายมีตั้งแต่จนมากจนถึงพออยู่ได้ ครอบครัวที่แสนร่ำรวยไม่พบในโรงเรียนนี้ ทั้งคณาจารย์และนักเรียนจึงพึ่งพอใจที่จะมีสันทนาการร่วมกันในเรื่องการพับเครื่องบินกระดาษและการร่อนเครื่องบินที่พับขึ้นมา

แล้วกำลังใจของคนในโรงเรียนก็พองฟูในวันที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่งเป็นวันที่ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับสมาคมเครื่องบินกระดาษพับจัดการแข่งขันเครื่องบินกระดาษพับ ชิงแชมป์ประเทศไทย ครั้งที่ ๕ รุ่นเด็กอายุไม่เกิน ๑๒ ปี แล้วผู้ชนะคือเด็กชายหม่อง ทองดี ซึ่งทำเวลาได้ ๑๒.๕๐ นาที

แต่ความพองฟูก็มีไม่นาน เพราะกองหนังสือเดินทางของกระทรวงการต่างประเทศที่เชียงใหม่แจ้งให้ทราบว่า น้องหม่องเป็นเด็กต่างด้าว จึงไม่อาจทำหนังสือเดินทางตามกฎหมายไทยให้แก่น้องหม่องได้

อาจารย์ดวงฤทธิ์ตกใจอย่างมาก แต่ก็ไม่ย่อท้อ รีบดำเนินการหาข้อมูลเสียทั่วประเทศไทย ในที่สุด เขาก็ได้ที่ปรึกษากฎหมาย ก็คือ อาจารย์มิว อัจฉรา สุทธิสุนทรินทร์ แห่งบางกอกคลินิกเพื่อคนไร้รัฐคนไร้สัญชาติ ซึ่งอธิบายให้อาจารย์ดวงฤทธิ์ทราบว่า มีความเป็นไปได้ที่จะขออนุญาตให้น้องหม่องเดินทางออกไปญี่ปุ่นและกลับเข้ามาอาศัยในประเทศไทยตามเดิม แต่จะต้องดำเนินเรื่องอย่างมากมาย กฎหมายและนโยบายที่จะต้องใช้มีลักษณะที่ซับซ้อนอย่างมาก ดังนั้น อาจารย์ดวงฤทธิ์จึงมอบหมายให้ครูน้อยเข้าทำหน้าที่ประสานงานกับอาจารย์มิว

และแล้วกระบวนการเพื่อร้องขออนุญาตเดินทางออกนอกประเทศและเดินทางกลับเข้าประเทศของเด็กชายหม่อง ทองดีจึงเริ่มต้นในในวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๒ แต่จนถึงต้นเดือนกันยายน  โรงเรียนบ้านห้วยทรายก็ยังไม่ได้รับคำตอบอย่างเป็นทางการ

ในวันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๒ ครูน้อยทนรอไม่ได้อีกแล้ว จึงโทรศัพท์ไปถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และได้รับคำตอบว่า “ทางกระทรวงมหาดไทยอาจจะไม่อนุญาตให้เด็กชายหม่อง ทองดี เดินทางออกนอกประเทศ เพราะเป็นภัยต่อความมั่นคง”

โดยที่ครูน้อยยังไม่ทันโทรศัพท์หารืออาจารย์มิว อาจารย์มิวซึ่งฝันร้ายเห็นเครื่องบินเต็มท้องฟ้าในวันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๒ จึงเป็นฝ่ายโทรมาถามข่าวคราวจากครูน้อย

จากนั้น ครูต่างจังหวัดอย่างคณาจารย์แห่งโรงเรียนห้วยทรายจึงจับมือกันอีกครั้งหนึ่งที่จะติดตามความคืบหน้าของคำขออนุญาตเดินทางไปญี่ปุ่นของน้องหม่อง

ฝันของน้องหม่องมิใช่เพียงฝันของเด็กชายตัวน้อย หากแต่เป็นฝันของเด็ก ๘๐ คนแห่งโรงเรียนห้วยทราย และคณาจารย์อีก ๖ คน และน่าจะเป็นฝันของคนที่ทำงานที่สร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยีให้แก่ประเทศไทยดังเช่น สมาคมเครื่องบินกระดาษพับ และศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ข้อโต้แย้งอีกประการของกระทรวงมหาดไทย ก็คือ เด็กชายหม่อง ทองดี เป็นคนสัญชาติพม่า

หัวใจอาจารย์ดวงฤทธิและครูน้อยแทบสลายลง มันจะเป็นไปได้อย่างไร ? น้องหม่องเกิดในประเทศไทย และบุพการีเป็นคนชาติพันธุ์ไทยใหญ่ที่ถูกรัฐบาลพม่ารังเกียจเดียดฉันท์ จนต้องหนีภัยความตายเขามาในประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๓๘

          ด้วยน้ำใจของคนจำนวนมากมายในประเทศไทยตลอดวันที่ ๓ – ๔ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๒ ทั้งคนในเมืองหลวง คนในต่างจังหวัด และการรับฟังของกระบวนการยุติธรรมทางปกครอง ตลอดจน การเข้ามาของนายกรัฐมนตรี นักการเมืองหลายท่าน

คำตอบสุดท้ายในวันที่ ๔ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๒ เวลา ๑๔.๐๐ น. ก็คือ น้องหม่องได้รับอนุญาตให้เดินทางไปญี่ปุ่นและกลับมาอาศัยในประเทศไทยได้ตามปกติ เอกสารเดินทางที่ออกโดยกระทรวงการต่างประเทศไทยยอมรับว่า หม่องเป็นคนไร้สัญชาติที่มีสถานะเป็นราษฎรไทยประเภทคนอยู่ชั่วคราว

ขอบคุณความยุติธรรมบนแผ่นดินไทยต่อเด็กชายตัวน้อยที่รักการพับเครื่องบินกระดาษ

---------------------------------------------------------------

 

จำนวนผู้ที่เข้าชมในหน้านี้ 000688