Home

Custom Search

ตี๋ หรือแสงชัย ปันนากุล

- เยาวชนไร้สัญชาติแห่งอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

- ตัวอย่างของเยาวชนที่ไร้รัฐเพราะไร้รากเหง้าโดยสิ้นเชิง

โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร

เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๑

----------------------------------------------------------

เรามักเรียกคนที่ไม่รู้หรือไม่อาจพิสูจน์ได้ว่า ตนเกิดที่ไหน ? หรือบิดามารดาเป็นใคร ? ว่าเป็น “คนไร้รากเหง้า”  ตี๋ก็เป็นคนไร้รากเหง้า เพราะถึงที่มาของตนเอง ไม่ทราบว่า ตนเองเกิดที่ไหน ? เกิดเมื่อไหร่ ? บิดามารดาเป็นใครกัน ?  เป็นที่น่าสังเกตว่า บุคคลในสถานการณ์เช่นตี๋นั้น มักมีอดีตเป็น “เด็กวัด” เด็กซึ่งบิดามารดานำมาฝากวัดเลี้ยง และหายไป ปล่อยให้เด็กเติบโตในวัด

เด็กวัดจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีเอกสารรับรองตัวบุคคลโดยรัฐ  จึงถูกกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองถือเป็น “คนผิดกฎหมาย” และอาจถูกส่งกลับออกไปจากประเทศไทย แต่ทุกขเวทนาที่เกิดต่อมา ก็คือ รัฐไทยก็ไม่อาจส่งออกจากประเทศไทยได้ เพราะไม่มีรัฐใดที่มีหน้าที่รับตัวเด็กและเยาวชนดังกล่าวไว้ พวกเขาจึงเสมือน “ถูกต้องขังอยู่ในช่องสุญญากาศ” ระหว่างรัฐไทยและรัฐอื่น  ตี๋เป็นคนหนึ่งทีมีชีวิตอยู่ในสุญญากาศทางกฎหมายนี้มาตั้งแต่เกิด ซึ่งเขาคิดว่า น่าจะเป็น พ..๒๕๒๕ จนถึงปัจจุบันซึ่งเป็น พ..๒๕๔๙  ซึ่งนับได้เป็นเวลาเกือบ ๒๔ ปีเต็ม โดดเดี่ยว ไร้บุพการี แม้โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐไทยซึ่งเป็นรัฐที่พวกเขาอาศัยอยู่ในความเป็นจริง ย่อมมีหน้าที่จะต้องรับรองความเป็นบุคคลตามกฎหมายของเขา และจะต้องพยายามทำให้เขามีสิทธิในสัญชาติสักสัญชาติหนึ่ง  แต่เขาก็ยังไร้รัฐผู้ให้สัญชาติ ไร้รัฐผู้ให้สิทธิอาศัย

โดยหลักกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง “คนที่ไม่มีเอกสารของรัฐที่พิสูจน์ทราบความเป็นบุคคล (Undocumented Person)  ย่อมถูกสันนิษฐานให้เป็น “คนเข้าเมืองผิดกฎหมาย”  ทั้งนี้ จนกว่าจะพิสูจน์เป็นอย่างอื่นได้ และในกรณีของ “คนไร้รากเหง้า” ย่อมไม่อาจทราบได้แน่นอนว่า ตนเกิดที่ไหนและมีใครเป็นบิดามารดา ดังนั้น โดยหลักกฎหมายสัญชาติ คนไร้รากเหง้าย่อมเป็นคนไร้สัญชาติทั้งโดยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย การแก้ไขปัญหาความไร่สัญชาติจึงต้องทำโดยการให้สัญชาติเท่านั้น หรือหากยังไม่เห็นควรที่จะให้สัญชาติ การให้เอกสารรับรองสถานะบุคคลและการให้สิทธิอาศัยชั่วคราว ก็น่าจะเป็นมาตรการที่เยียวยาผลกระทบด้านลบในขณะที่ยังไร้สัญชาติ

ตี๋ซึ่งเป็นคนไร้รากเหง้า ได้รับการรับรองโดยยุทธศาสตร์จัดการสิทธิและสถานะบุคคลฯ ซึ่งเรียกคนไร้รากเหง้าว่า “บุคคลที่ไม่อาจทราบแหล่งที่มา” กระบวนการแก้ไขปัญหาย่อมจะเริ่มต้นจากการแก้ไขปัญหาความเป็นบุคคลซึ่งไร้เอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคลที่ออกโดยรัฐ ทั้งนี้ โดยกลไกของระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการสำรวจและจัดทำทะเบียนสำหรับบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน พ..๒๕๔๘  โดยผลของระเบียบนี้  ตี๋ก็จะมีชื่อในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย ประเภท ทร.๓๘ ก. ตี๋ก็จะมีเลขประจำตัวประชาชนของรัฐไทย และตี๋ก็จะถือบัตรของบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทยที่ออกโดยรัฐไทย 

นอกจากนั้น ความเป็นคนไร้รากเหง้าของตี๋จะทำให้เขานั้นเป็นเป้าหมายของยุทธศาสตร์จัดการสิทธิและสถานะบุคคลฯ ประเภทที่ ๒ ซึ่งว่า “ให้บุคคลที่ขาดบุพการีหรือบุพการีทอดทิ้งตั้งแต่วัยเยาว์ได้รับสัญชาติไทย   เมื่อมีชื่ออยู่ในระบบทะเบียนของทางราชการและอาศัยอยู่ในประเทศไทยติดต่อกันอย่างน้อย ๑๐ ปีขึ้นไป  ทั้งนี้ บุคคลดังกล่าวต้องมีความประพฤติดี  และ/หรือประกอบอาชีพสุจริต” สัญชาติไทยที่ตี๋อาจได้รับ ก็คือ สัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ซึ่งใช้ข้อกฎหมายในลักษณะเดียวกับมาลัย

ในระหว่างที่รอการได้สัญชาติไทย ยุทธศาสตร์จัดการสิทธิและสถานะบุคคลฯ ก็รับรองให้ตี๋มี “สิทธิขั้นพื้นฐานที่จำเป็นในส่วนของการรับบริการด้านสาธารณสุข  และการเข้ารับการศึกษาโดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ สำหรับสิทธิในเรื่องอื่นๆ  การทำงาน การเดินทาง  ให้ดำเนินการเท่าที่จำเป็นและไม่กระทบต่อสถานภาพในการดำรงชีวิต”

ปัญหาความไร้รัฐและความไร้สัญชาติของตี๋ดูจะหมดไปหากมีการดำเนินการตามกฎฆมายและนโยบายที่กล่าวไว้ในสองย่อหน้าก่อน แต่ความเป็นจริง ก็คือ กฎหมายและนโยบายที่สวยงามและชัดเจนนี้ยังไม่ได้เกิดผลอย่างจริงจังต่อตี๋และเด็กหรือเยาวชนไร้รากเหง้าที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกับตี๋ การเริ่มต้นนับหนึ่งจึงต้องต้องเริ่มที่ภาคประชาคมและภาคการเมืองที่เห็นความสำคัญของคนรากหญ้าที่จะต้องร้องเรียกให้รัฐบาลและภาคราชการเข้าทำหน้าที่ที่พวกเขามีตามกฎหมายและนโยบายต่อเด็กและเยาวชนไร้รากเหง้า

--------------------------------------------

จำนวนผู้ที่เข้าชมในหน้านี้ 000337