Home

Custom Search

กรณีศึกษานางสาวฟองจันทร์ สุขเสน่ห์ : จากคนต่างด้าวที่เกิดในประเทศไทยสู่คนสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนโดยการเกิดโดยผลของมาตรา ๒๓ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๕๑

โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร

เมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๑

------------------------------------

ข้อเท็จจริง

-------------

ฟังข้อเท็จจริงได้อย่างแน่นอนว่า นางสาวฟองจันทร์ สุขเสน่ห์ เกิดที่โรงพยาบาลแม็คคอร์มิค ต.วัดเกต อ.เมือง จังหวัด เชียงใหม่ ประเทศไทย ในวันที่ ๗ มีนาคม พ..๒๕๒๖ จากบิดาสัญชาติและมารดาซึ่งมีสัญชาติอเมริกัน  

        บิดาและมารดาของนางสาวฟองจันทร์เกิดในประเทศสหรัฐอเมริกาและได้รับการยอมรับว่ามีสถานะเป็นคนสัญชาติอเมริกันมาตั้งแต่เกิด ดังนั้น นางสาวฟองจันทร์จึงได้รับการยอมรับว่ามีสถานะเป็นคนสัญชาติอเมริกันมาตั้งแต่เกิดเช่นกัน

ปรากฏข้อเท็จจริงต่อมาว่า ครอบครัวของนางสาวฟองจันทร์ตั้งบ้านเรือนอยู่ในประเทศไทยมาตั้งแต่ก่อนการเกิดของนางสาวฟองจันทร์ จนถึงปัจจุบัน

ในปัจจุบัน บิดาและมารดาก็ได้เปลี่ยนชื่อบุคคลมาเป็นภาษาไทย กล่าวคือ บิดาใช้ชื่อว่า  “บุญยืน สุขเสน่ห์” ในขณะที่มารดาใช้ชื่อว่า “วาสนา สุขเสน่ห์ ”

        นางสาวฟองจันทร์มีพี่ชาย ๑ คน ซึ่งเกิดในประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ในปัจจุบันใช้ชื่อบุคคลเป็นภาษาไทยว่า “อุดม สุขเสน่ห์”

        ครอบครัวสุขเสน่ห์ทุกคนถือหนังสือเดินทางที่รัฐบาลอเมริกันออกให้ และหนังสือเดินทางดังกล่าวก็ระบุว่า บุคคลทั้งหมดมีสัญชาติอเมริกัน ในขณะเดียวกัน ครอบครัวสุขเสน่ห์ทุกคนก็ปรากฏมีชื่อในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย โดยนายบุญยืน นางวาสนา และนายอุดม ถูกบันทึกชื่อในทะเบียนบ้านของคนอยู่ชั่วคราว (ท.ร.๑๓) เนื่องจากบุคคลทั้งสามนี้ ยังมีสถานะเป็นคนต่างด้าวตามกฎหมายไทย และได้รับการยอมรับให้มีสถานะเป็นคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้มีสิทธิอาศัยอยู่ชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองเท่านั้น

ในขณะที่นางสาวฟองจันทร์ ถูกบันทึกชื่อในทะเบียนบ้านของคนอยู่ถาวร (ท.ร.๑๔) ทั้งนี้ เพราะนางสาวฟองจันทร์เพิ่งได้รับการยอมรับให้มีสถานะคนสัญชาติไทย เมื่อ วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๑ และได้รับการลงรายการสัญชาติไทยเมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๑

 

 

ครอบครัวบุญยืนอาศัยอยู่ที่จังหวัดแพร่ โดยประกอบอาชีพเป็นนักพัฒนาชนบท ดูแลชนเผ่าตองเหลือง ซึ่งเป็นชนเผ่าพื้นเมืองของประเทศไทย

-------------

คำถามที่ ๑

-------------

โดย หลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ถามว่า นางสาวฟองจันทร์ สุขเสน่ห์ยังมีจุดเกาะเกี่ยวกับประเทศสหรัฐอเมริกาหรือไม่ ? เพราะเหตุใด ? [1]

-------------

แนวคำตอบ

-------------

โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล รัฐย่อมมีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนและเหนือประชากรของตน ดังนั้น บุคคลที่มีความสัมพันธ์กับรัฐใดโดยหลักดินแดนและหลักบุคคล จึงถือได้ว่า มีจุดเกาะเกี่ยวที่แท้จริงกับรัฐนั้นๆ ซึ่งเอกชนอาจมีข้อเท็จจริงอันแสดงถึงจุดเกาะเกี่ยวอย่างแท้จริงกับรัฐได้ใน ๒ ช่วงเวลา กล่าวคือ (๑) จุดเกาะเกี่ยวโดยการเกิด และ (๒) จุดเกาะเกี่ยวภายหลังการเกิด

ในขณะที่เกิด บุคคลธรรมดาอาจมีจุดเกาะเกี่ยวอันแสดงถึงความสัมพันธ์ที่แท้จริงกับรัฐ ๓ สถานะ กล่าวคือ () รัฐเจ้าของถิ่นที่เกิด () รัฐเจ้าของสัญชาติของบิดา และ () รัฐเจ้าของสัญชาติของมารดา จะเห็นว่า จุดเกาะเกี่ยวประการแรกเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและบุคคลโดยหลักดินแดน ในขณะที่จุดเกาะเกี่ยวในสองประการหลังเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและบุคคลโดยหลักบุคคล

ภายหลังการเกิด เอกชนอาจมีจุดเกาะเกี่ยวกับรัฐใน ๒ สถานะ กล่าวคือ () รัฐเจ้าของสัญชาติของบุคคลในครอบครัว อาทิ คู่สมรส หรือบุพการีที่มาแปลงชาติใหม่ และ () รัฐเจ้าของดินแดน ซึ่งบุคคลนั้นเข้ามาจงรักภักดีภายหลังการเกิด จะเห็นว่า จุดเกาะเกี่ยวประการแรกเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและบุคคลโดยหลักบุคคล ในขณะที่จุดเกาะเกี่ยวในสองประการหลังเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและบุคคลโดยหลักดินแดน

        เมื่อพิจารณาตามข้อเท็จจริงแล้วจะเห็นว่า นางสาวฟองจันทร์มีจุดเกาะเกี่ยวกับประเทศสหรัฐอเมริกาโดยการเกิด เพราะเกิดจากคนสัญชาติอเมริกัน และแม้ภายหลังการเกิด นางสาวฟองจันทร์ก็ยังมีจุดเกาะเกี่ยวกับประเทศนี้ เพราะก็ยังถือสัญชาตินี้ ไม่มีข้อเท็จจริงว่า นางสาวฟองจันทร์สละสัญชาติอเมริกัน แม้จะได้รับการยอมรับจากประเทศไทยว่า มีสัญชาติไทย ในวันนี้ นางสาวฟองจันทร์จึงเป็นคนที่มีจุดเกาะเกี่ยวกับสองประเทศ กล่าวคือ ไทยและสหรัฐอเมริกา และมีสองสัญชาติ

-------------

คำถามที่ ๒

-------------

        สืบเนื่องจากข้อเท็จจริงในข้อที่ ๑

        โดย หลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ถามว่า ศาลไทยจะต้องใช้กฎหมายของประเทศใดกำหนดความสามารถโดยทั่วไปของนางสาวฟองจันทร์ ? เพราะเหตุใด ? [2]

-------------

แนวคำตอบ

-------------

เมื่อกรณีความสามารถของบุคคลเป็นเรื่องของนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชน และกรณีเป็นเรื่องที่มีลักษณะระหว่างประเทศ กรณีจึงตกอยู่ภายใต้กฎหมายขัดกันของรัฐที่มีการกล่าวอ้างนิติสัมพันธ์

และเมื่อเป็นกรณีของการพิจารณาในศาลไทย โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ศาลนี้จึงต้องเริ่มต้นพิจารณาความสามารถโดยทั่วไปของบุคคลภายใต้มาตรา ๑๐ วรรค ๑ แห่ง พ...ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ..๒๔๘๑ ซึ่งกำหนดว่า "ความสามารถและความไร้ความสามารถของบุคคลย่อมเป็นไปตามกฎหมายสัญชาติของบุคคลนั้น" ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า ภายใต้กฎหมายขัดกันไทย ความสามารถของบุคคลย่อมตกอยู่ภายใต้กฎหมายของรัฐสัญชาติของบุคคล หรือกล่าวอย่างชัดเจน ก็คือ กฎหมายของรัฐเจ้าของสัญชาติของบุคคล

โดยผลของมาตรา ๑๐ วรรคที่ ๑ จะเห็นว่า กฎหมายของกำหนดความสามารถโดยทั่วไปของนางสาวฟองจันทร์ ก็คือ กฎหมายของรัฐเจ้าของสัญชาติของบุคคล

แต่ปัญหาที่พบในกรณีของนางสาวฟองจันทร์ ก็คือ เกิดมีการขัดกันแห่งสัญชาติเกิดขึ้นในความเป็นบุคคลของนางสาวฟองจันทร์ จึงต้องแก้ปัญหานี้โดยมาตรา ๖ วรรค ๒ และ ๓ แห่ง พ...ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ..๒๔๘๑ ซึ่งกำหนดว่า "ถ้าจะต้องใช้กฎหมายสัญชาติบังคับ และบุคคลมีสัญชาติตั้งแต่สองสัญชาติขึ้นไปอันได้รับมาคราวเดียวกัน ให้ใช้กฎหมายสัญชาติของประเทศซึ่งบุคคลนั้นมีภูมิลำเนาอยู่บังคับ" และ "ในกรณีใดๆ ที่มีการขัดกันในเรื่องสัญชาติของบุคคล ถ้าสัญชาติหนึ่งสัญชาติใดซึ่งขัดกันนั้นเป็นสัญชาติไทย กฎหมายสัญชาติซึ่งจะใช้บังคับได้แก่กฎหมายแห่งประเทศสยาม"

 โดยพิจารณาจากตัวบทดังกล่าวของกฎหมายขัดกันไทย ศาลไทยจึงจะต้องถือได้ว่า นางสาวฟองจันทร์มีสัญชาติไทย และใช้กฎหมายไทย อันได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยในการกำหนดความสามารถโดยทั่วไปของนางสาวฟองจันทร์

-------------

คำถามที่ ๓

-------------

        สืบเนื่องจากข้อเท็จจริงในข้อที่ ๑

        โดย หลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ถามว่า ศาลไทยจะใช้กฎหมายใดกำหนดความสัมพันธ์ทางครอบครัวระหว่าง นายบุญยืน นางวาสนา นายอุดม และนางสาวฟองจันทร์ ? เพราะเหตุใด ? [3]

-------------

แนวคำตอบ

-------------

เมื่อกรณีความสัมพันธ์ทางครอบครัวของบุคคลเป็นเรื่องของนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชน และกรณีเป็นเรื่องที่มีลักษณะระหว่างประเทศ กรณีจึงตกอยู่ภายใต้กฎหมายขัดกันของรัฐที่มีการกล่าวอ้างนิติสัมพันธ์

และเมื่อเป็นกรณีของการพิจารณาในศาลไทย โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ศาลนี้จึงต้องเริ่มต้นพิจารณาปัญหาเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ระหว่างนายบุญยืน นางวาสนา และนางสาวฟองจันทร์ ภายใต้กฎหมายขัดกันของรัฐเจ้าของศาล อันได้แก่ พ...ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ..๒๔๘๑ เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในครอบครัว กล่าวคือ ระหว่างบุคคลที่เป็นบิดา มารดา และบุตร จึงเป็นนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชนที่มีลักษณะระหว่างประเทศ

ในการพิจารณา พ...ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ..๒๔๘๑ ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในครอบครัว กล่าวคือ ระหว่างบุคคลที่เป็นบิดา มารดา และบุตร ตกอยู่ภายใต้มาตรา  ๓๐ วรรค ๑

โดยมาตรา ๓๐ วรรค ๑ แห่ง พ...ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ..๒๔๘๑ กฎหมายที่มีผลบังคับปัญหาสิทธิและหน้าที่ระหว่างบิดามารดากับบุตรชอบด้วยกฎหมาย ก็คือ กฎหมายของรัฐเจ้าของสัญชาติของบุคคลที่เป็นบิดา ซึ่งในที่นี้ ก็ได้แก่ กฎหมายอเมริกัน

        จะเห็นว่า โดยพิจารณาว่า กฎหมาสัญชาตินั้น เป็นกฎหมายในระบบ Civil Law ดังนั้น กฎหมายขัดกันสหรัฐอเมริกา จึงน่าจะมีบทบัญญัติในลักษณะเดียวกับมาตรา ๓๐ วรรค ๑ แห่ง พ...ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ..๒๔๘๑ กล่าวคือ ยอมรับให้ใช้ “กฎหมายสัญชาติของบิดา” ซึ่งเป็นบุคคลหลักในนิติสัมพันธ์ในการกำหนดความสัมพันธ์ทางครอบครัว

        ดังนั้น โดยผลของกฎหมายขัดกันอเมริกัน กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของอเมริกันจึงมีผลในการกำหนดประเด็นแห่งคดีตามข้อเท็จจริง มิใช่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย

แต่อย่างไรก็ตาม ศาลไทยจะใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์อเมริกันเท่าที่พิสูจน์ได้จนศาลพอใจ (มาตรา ๘ แห่ง พ...ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ..๒๔๘๑) และเท่าที่ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน (มาตรา ๕ แห่ง พ...ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ..๒๔๘๑)

ในกรณีที่ศาลไทยไม่พอใจในการพิสูจน์กฎหมายอเมริกันหรือเชื่อว่ากฎหมายอเมริกันขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประเทศไทย ศาลไทยก็จะกลับมาใช้กฎหมายไทยซึ่งเป็นกฎหมายของศาลเอง อันได้แก่ “ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์” ในการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างนายบุญยืน นางวาสนา และนางสาวฟองจันทน์

-------------

คำถามที่ ๔

-------------

        สืบเนื่องจากข้อเท็จจริงในข้อที่ ๑

        โดย หลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ถามว่า นายบุญยืน นางวาสนา และนายอุดม มีข้อเท็จจริงอันทำให้มีสิทธิร้องขอสัญชาติไทยหรือไม่ ? ใช้กฎหมายฉบับใดบ้าง ? [4]

-------------

แนวคำตอบ

-------------

เมื่อกรณีความสามารถของบุคคลเป็นเรื่องของนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชน และกรณีเป็นเรื่องที่มีลักษณะระหว่างประเทศ กรณีจึงตกอยู่ภายใต้กฎหมายมหาชนภายในของรัฐคู่กรณี

และเมื่อเป็นกรณีของการพิจารณาสิทธิในสัญชาติไทย โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล จึงต้องพิจารณาสิทธิในสัญชาติไทยโดยกฎหมายของรัฐไทย อันได้แก่ กฎหมายไทยว่าด้วยสัญชาติไทยที่มีผลในปัจจุบัน กล่าวคือ พ...สัญชาติ พ..๒๕๐๘ ซึ่งยอมรับให้สิทธิในการร้องขอสัญชาติไทยภายหลังการเกิดได้ใน ๒ สถานการณ์ กล่าวคือ (๑) อาจได้สัญชาติไทยโดยการสมรสหากสมรสกับชายสัญชาติไทย (มาตรา ๙ แห่ง พ...สัญชาติ พ..๒๕๐๘) และ (๒) อาจได้สัญชาติไทยโดยแปลงสัญชาติหากมีข้อเท็จจริงว่า มีความกลมกลืนกับสังคมไทยที่กฎหมายกำหนด (มาตรา ๑๒ แห่ง พ...สัญชาติ พ..๒๕๐๘)

        จะเห็นว่า กรณีของนายบุญยืน นางวาสนา และนายอุดมย่อมจะต้องใช้การแปลงสัญชาติ ซึ่งเงื่อนไขในการใช้สิทธินั้น อาจจะเป็นเงื่อนไขที่คนต่างด้าวทั่วไปใช้ หรืออาจจะเป็นเงื่อนไขของคนต่างด้าวที่มีความสัมพันธ์เป็นพิเศษกับประเทศไทย

เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดสำหรับคนต่างด้าวทั่วไปใช้ ก็คือ มาตรา ๑๐ แห่ง พ...สัญชาติ พ..๒๕๐๘ ซึ่งกำหนดให้คนต่างด้าวทั่วไปที่ต้องการแปลง สัญชาติเป็นไทย อาจขอแปลงสัญชาติเป็นไทยได้ ถ้ามีคุณสมบัติ ๕ ประการดังต่อไปนี้ (๑) บรรลุนิติภาวะแล้วตามกฎหมายไทยและตามกฎหมายที่บุคคลนั้นมีสัญชาติ () มีความประพฤติดี () มีอาชีพเป็นหลักฐาน () มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรไทยต่อเนื่องมาจนถึงวันยื่นขอแปลงสัญชาติเป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี และ () มีความรู้ภาษาไทยตามที่กำหนดในกฎกระทรวง"

        จะเห็นว่า การที่ครอบครัวสุขเสน่ห์มีอาชีพเป็นนักพัฒนาชนบท จึงอาจทำให้มีคุณสมบัติพิเศษตามข้อกำหนดของมาตรา ๑๑ (๑) แห่ง พ...สัญชาติ พ.. ๒๕๐๘ ได้ หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเห็นชอบ

        แม้กรณีนายบุญยืน นางวาสนา และนายอุดมจะมีสิทธิร้องขอแปลงสัญชาติเป็นไทยได้ แต่ดุลพินิจในการอนุมัติก็ยังเป็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

-------------

คำถามที่ ๕

-------------

        สืบเนื่องจากข้อเท็จจริงในข้อที่ ๑

        โดย หลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ถามว่า นางสาวฟองจันทร์ สุขเสน่ห์จะมีสิทธิเลือกตั้งผู้แทนราษฎรหรือไม่ ? เพราะเหตุใด ? [5]

-------------

แนวคำตอบ

-------------

จะเห็นว่า กรณีตามคำถามนี้ก็เป็นนิติสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างรัฐไทยและนางฟองจันทร์ กรณีจึงเป็นเรื่องตามกฎหมายมหาชนเช่นกัน โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล นิติสัมพันธ์ดังกล่าวย่อมตกอยู่ภายใต้กฎหมายมหาชนภายในของคุ่กรณีในนิติสัมพันธ์ ทั้งนี้ เว้นแต่จะกำหนดเป็นอย่างอื่น อีกเช่นกัน

เมื่อกรณีเป็นเรื่องของสิทธิที่จะเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองในประเทศไทย กรณีจึงเป็นไปตามกฎหมายไทย ซึ่งนได้แก่ กฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายว่าด้วยการเมืองของประเทศดังกล่าวนั่นเอง จะเห็นว่า โดยหลักกฎหมายไทยแล้ว คนสัญชาติไทยเท่านั้น ย่อมมีสิทธิอันสมบูรณ์ที่จะเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองของประเทศไทย ดังนั้น นางสาวฟองจันทร์ย่อมมีสิทธิเลือกตั้ง เพราะเธอมีสัญชาติไทยในปัจจุบัน

------------------------------------------------

 



[1] ข้อสอบในวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล หลักสูตรนิติศาสตร์บัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ปีการศึกษา ๒๕๕๑ ภาคที่ ๑

[2] ข้อสอบในวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล หลักสูตรนิติศาสตร์บัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ปีการศึกษา ๒๕๕๑ ภาคที่ ๑

[3] ข้อสอบในวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล หลักสูตรนิติศาสตร์บัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ปีการศึกษา ๒๕๕๑ ภาคที่ ๑

[4] ข้อสอบในวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล หลักสูตรนิติศาสตร์บัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ปีการศึกษา ๒๕๕๑ ภาคที่ ๑

[5] ข้อสอบในวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล หลักสูตรนิติศาสตร์บัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ปีการศึกษา ๒๕๕๑ ภาคที่ ๑

จำนวนผู้ที่เข้าชมในหน้านี้ 003224