Home

Custom Search

กรณีศึกษาโชบี : โรฮินญาไร้รัฐที่เกิดในประเทศไทย

โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร

ข้อสอบในวิชากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาเขตท่าพระจันทร์ ปีการศึกษา ๒๕๕๒ ภาคที่ ๒

เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๒

-----------------------------------------------

ข้อเท็จจริง

------------

นายอุสเซ็น และ นางอานัวเป็นชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์โรฮินญาที่นับถือศาสนาอิสลามซึ่งเกิดและอาศัยในรัฐอาระกัน ประเทศพม่า ถูกรัฐบาลพม่าผลักดันให้ออกจากประเทศพม่า จนต้องอพยพเข้ามาในประเทศไทยในราว พ.ศ.๒๕๑๙ นางอานัวมารดาเล่าให้โชบีฟังว่า “ประเทศพม่าไม่ให้สัญชาติคนมุสลิมและผลักดันออกนอกประเทศ หาว่าเป็นกบฎ ซึ่งคนมุสลิมเหล่านี้มีจำนวนเป็นหลายพัน หลายแสนคน แล้วก็ถูกผลักดันออกจากประเทศพม่า ๓ แสนกว่าคน ถูกผลักดันไปบังคลาเทศ บางส่วนหนีมาประเทศไทย

นายอุสเซ็นและนางอานัวอพยพเข้ามาในประเทศไทยทางผ่านเจดีย์สามองค์ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี

หลังจากที่นายอุสเซ็นและนางอานัวอยู่ประเทศไทยได้ ๒ ปี ก็มีบุตร ๑ คน กล่าวคือนายโซบี ซุบาฮาน นางอานัวไม่ได้คลอดโชบีที่โรงพยาบาล โดยนางอานัวบอกแก่โชบีว่า นางอานัวไม่มีเอกสารหรือหลักฐานแสดงตน จึงไม่กล้าไปโรงพยาบาล แต่บอกโชบีว่า คลอดที่อำเภอพระโขนง โดยหมอตำแย ซึ่งนางคอตีเยาะห์ คนสัญชาติไทย เป็นพยานรู้เห็นการเกิดของโชบี แต่โชบีไม่รู้วันเกิดของตัวเอง เพราะนางอานัวบอกเพียงว่า โชบีเกิดเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๔  

บิดาเสียชีวิต ขณะที่โซบีอยู่ในครรภ์มารดาประมาณ ๗ เดือน

โชบีเริ่มทำงานขายกระดาษทิชชูตั้งแต่เป็นเด็กชายตัวเล็กๆ เริ่มจากแถวสุขุมวิท สีลม ไปจนถึงสายใต้เก่าจนสายใต้ย้ายไปที่ใหม่

ในราว พ.ศ.๒๕๓๒ เมื่อโซบีอายุประมาณ ๗ ปี นางอานัวมารดาและโซบีถูกตำรวจจับข้อหาหลบหนีเข้าเมืองและถูกส่งออกนอกราชอาณาจักร ณ ด่านเจดีย์สามองค์ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี หลังจากนั้น มารดาและโซบีก็เดินเท้ากลับเข้ามายังไทย และพำนักอยู่ที่บริเวณด่านเจดีย์สามองค์ ประมาณไม่นานนักมารดาก็เสียชีวิตด้วยโรคมาลาเรีย โซบีอยู่ตามลำพัง ขณะที่โชบีอายุได้ ๑๐ ปี

โชบีจึงเติบโตโดยลำพังและด้วยการเอื้อเฟื้อของเพื่อนบ้าน  โชบีอาศัยอยู่กับชาวบ้าน โดยรับจ้างเลี้ยงวัวอยู่ประมาณ ๑ ปี โดยไม่มีรายได้  นายจ้างให้ได้แต่เพียงอาหารและที่พักอาศัย

ต่อมา เมื่ออายุประมาณ ๑๕-๑๖ ปี โชบีย้ายไปอยู่กับเพื่อนแถวปากเกร็ด กทม. เพราะมีเพื่อนมุสลิมที่ไม่มีสัญชาติเหมือนกับโชบี แนะนำให้เข้ามากรุงเทพฯ กลับมาขายยาดม กระดาษชำระ และต่อมา นางบานู คนพม่านับถือศาสนาอิสลามได้รับโชบีไปอุปการะ สอนอาชีพขายโรตีให้โชบี ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน โชบีมีอาชีพขายโรตี ปัจจุบัน นางบานูยังมีชีวิตแต่ย้ายไปอยู่ที่จังหวัดอุทัยธานี

หลังจากนั้น โชบีถูกจับกุมหลายครั้งในข้อหาหลบหนีเข้าเมืองบ้าง หรือทำงานผิดกฎหมายบ้าง และโชบีบอกว่า ถูกจับประมาณกว่า ๑๐ ครั้ง เมื่อถูกจับ ก็จะได้รับความช่วยเหลือจากคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติและผู้พลัดถิ่น ของสภาทนายความ ซึ่งก็ช่วยอธิบายให้ตำรวจทันบ้าง ไม่ทันบ้าง และแม้ถูกส่งตัวไปที่สังขละบุรี  แต่ก็เดินทางกลับมาบ้านได้ทุกครั้ง

เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๕ รัฐบาลไทยมีการเปิดให้จดทะเบียนแรงงานต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมายจากพม่า ลาว และกัมพูชา  โชบีจึงไปขอใบอนุญาตทำงาน ประเภทไม่ต้องมีนายจ้าง และสามารถประกอบอาชีพอิสระได้ (พ.๒) แต่ก็ถูกจับอีกในข้อหา “ขายโรตี” โดยตำรวจชี้แจงว่า อาชีพขายโรตีเป็นอาชีพที่ต้องห้ามมิให้คนต่างด้าวทำ โชบีบอกว่า ไม่กลัวตอนถูกจับ แต่อายมากกว่า หลังจากนั้น เขาจึงไม่เคยไปขอทำใบอนุญาตทำงานอีกเลย

โชบีไม่ได้เรียนหนังสือ แต่ที่อ่านออกเขียนได้ เพราะเพื่อนๆ ช่วยสอนให้ เคยไปขอเรียนที่ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน ตอนอายุ ๑๖ ปี แต่ถูกปฏิเสธเพราะไม่มีหนังสือรับรองการเกิด

ล่าสุด โชบีส่งข่าวมายังคลินิกกฎหมายเพื่อคนไร้รัฐคนไร้สัญชาติของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า เขาอยู่กันฉันสามีภริยากับนางสาววิลาวัณย์ คนสัญชาติไทย และมีบุตรด้วยกัน ๑ คน กล่าวคือ เด็กหญิงเกวลินทร์ ซึ่งเกิดที่โรงพยาบาลวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาทเมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๐ ทั้งนี้ ปรากฏตามหนังสือรับรองการเกิด (ท.ร.๑/๑) ซึ่งโรงพยาบาลดังกล่าวออกให้แก่เด็กหญิงเกวลินทร์ เอกสารนี้ระบุว่า เกวลินทร์มีสัญชาติไทย ทั้งวิลาวัณย์และเกวลินทร์มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านคนอยู่ถาวร (ท.ร.๑๔) ตามกฎหมายไทย 

ครอบครัวของโชบีตั้งบ้านเรือนอยู่จริงที่จังหวัดชัยนาทในปัจจุบัน  แต่โชบีผู้เดียวในครอบครัวยังคงไร้รัฐ กล่าวคือ ไม่มีสถานะทางกฎหมายทะเบียนราษฎร

--------

คำถามที่ ๑

--------

โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล โชบีมีจุดเกาะเกี่ยวกับประเทศใดบ้าง ? เพราะเหตุใด ?

ในประการแรก ผู้ออกข้อสอบต้องการให้ผู้สอบได้วางหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลพื้นฐานในเรื่องหลักอำนาจอธิปไตยของรัฐ จะเห็นว่า คำถามระบุชัดเจนให้ผู้สอบแสวงหาจุดเกาะเกี่ยวระหว่างบุคคลกับรัฐ ซึ่งก็หมายความว่า ผู้สอบต้องตระหนักว่า โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐมีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนและประชากร ดังนั้น บุคคลธรรมดาจึงอาจมีจุดเกาะเกี่ยวกับรัฐได้ โดยผ่านข้อเท็จจริง ๕ ประการ กล่าวคือ  (๑) ถิ่นที่เกิดของบุคคลธรรมดา (๒) ถิ่นที่บุคคลปรากฏตัว (๓) สัญชาติของบุคคลธรรมดา (๔) ภูมิลำเนาของบุคคล และ (๕) ถิ่นที่ทรัพย์สินอันเป็นสิทธิของบุคคลตั้งอยู่

ในประการสอง ผู้ออกข้อสอบต้องการให้ผู้สอบได้ปรับใช้ทฤษฎีีจุดเกาะเกี่ยวระหว่างรัฐและบุคคลธรรมดาที่ได้วางหลักแล้วต่อไป จะเห็นว่า โชบีมีจุดเกาะเกี่ยวกับ ๒ ประเทศ กล่าวคือ

ประเทศแรกที่มีจุดเกาะเกี่ยวกับบุคคลตามข้อเท็จจริงนี้ ก็คือ ประเทศไทย  ทั้งนี้ เพราะประเทศนี้มีจุดเกาะเกี่ยว ๑ ประการกับโชบี กล่าวคือ (๑) เมื่อบุคคลนี้มีเกิดในประเทศไทย ประเทศนี้จึงมีสถานะเป็นรัฐเจ้าของถิ่นที่เกิดของโชบี (๒) เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงนายโชบีอาศัยอยู่ในประเทศนี้มาตลอดชีวิต ประเทศนี้จึงมีสถานะเป็นรัฐเจ้าของถิ่นอันเป็นภูมิลำเนาตามกฎหมายเอกชนของโชบีอีกด้วย และ (๓) เมื่อปรากฏว่า ภริยาและบุตรสาวของโชบีมีสัญชาติไทย เป็นราษฎรไทย และอาศัยอยู่จริงในประเทศไทย ประเทศไทยจึงมีสถานะเป็นรัฐเจ้าของตัวบุคคลของภริยาของโชบี กล่าวคือ เจ้าของสัญชาติ และเจ้าของภูมิลำเนาทั้งตามกฎหมายเอกชนและมหาชน โดยสรุป ความสัมพันธ์โดยหลักดินแดนระหว่างโชบีกับรัฐไทยจึงเป็นความสัมพันธ์ทั้งตั้งแต่การเกิดและภายหลังการเกิด ดังปรากฏตามจุดเกาะเกี่ยวที่ ๑ และ ๒ ในขณะที่ความสัมพันธ์โดยหลักบุคคลระหว่างโชบีกับรัฐไทยจึงเป็นความสัมพันธ์ภายหลังการเกิด

ประเทศที่สองที่มีจุดเกาะเกี่ยวกับบุคคลตามข้อเท็จจริงนี้ ก็คือ ประเทศพม่า  ทั้งนี้ เพราะประเทศนี้มีจุดเกาะเกี่ยว ๒ ประการกับโชบี กล่าวคือ (๑) เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า บิดาและมารดาของโชบีเกิดและเคยอาศัยอยู่ในประเทศพม่า ประเทศนี้จึงมีสถานะเป็นรัฐเจ้าของตัวบุคคลของบุพการีทั้งสองของโชบี เพราะรัฐพม่าเป็นรัฐเจ้าของดินแดนอันเป็นถิ่นที่เกิดและเจ้าของถิ่นอันเป็นภูมิลำเนาเดิมของบุพการีทั้งสองของโชบี จึงเกิดความสัมพันธ์โดยหลักดินแดนระหว่างบุพการีของโชบีกับรัฐพม่าจึงเกิดความสัมพันธ์โดยหลักบุคคลระหว่างโชบีและรัฐพม่าโดยผ่านบิดาของโชบี  เป็นความสัมพันธ์โดยหลักสืบสายโลหิตระหว่างโชบีและรัฐพม่าตั้งแต่การเกิด  ขอให้สังเกตว่า โชบีไม่เคยสัมผัสดินแดนของรัฐพม่าเลย จึงไม่มีความสัมพันธ์โดยหลักดินแดนระหว่างโชบีกับรัฐพม่าแต่อย่างใด

โดยสรุป จึงมี ๒ ประเทศ กล่าวคือ  ไทย และพม่าที่มีจุดเกาะเกี่ยวกับโชบี อันทำให้สถานะบุคคลของบุคคลธรรมดาดังกล่าวมีลักษณะระหว่างประเทศ และตกอยู่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ แม้ในวันนี้ ทั้งสองประเทศนี้จะยังไม่ยอมรับบันทึกชื่อของโชบีในทะเบียนราษฎรของแต่ละรัฐก็ตาม โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศ อำนาจอธิปไยของทั้งสองรัฐก็ยังมีอยู่เหนือตัวบุคคลของโชบี

--------

คำถามที่ ๒

--------

โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ถามว่า โชบีมีสถานะเป็นคนสัญชาติไทยหรือไม่ ? เพราะเหตุใด ? ทั้งนี้ โดยใช้กฎหมายของประเทศใดในการพิจารณา

ปัญหาความเป็นคนสัญชาติของรัฐใด ย่อมเป็นปัญหาตามกฎหมายมหาชน จึงต้องเป็นไปตามกฎหมายมหาชนภายในของรัฐคู่กรณี เว้นแต่จะมีการกำหนดเป็นอย่างอื่น ดังนั้น ความเป็นคนสัญชาติไทยของโชบีจึงเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติของประเทศไทย ซึ่งการได้สัญชาติไทยย่อมเป็นไปตามกฎหมายที่มีผลในขณะที่บุคคลมีจุดเกาะเกี่ยวตามที่กฎหมายที่มีผลในขณะที่เกิดจุดเกาะเกี่ยวกำหนด และไม่เสียสัญชาตินี้โดยกฎหมายที่มีผลในเวลาต่อมา หรือแม้เสียสัญชาตินี้ไปแล้ว ก็จะต้องได้กลับคืนสัญชาติโดยกฎหมายที่มีผลในขณะที่มีการกลับมาของจุดเกาะเกี่ยวตามที่กฎหมายกำหนดในเวลาต่อมา

จึงต้องเริ่มพิจารณาปัญหาการได้สัญชาติไทยของโชบีภายใต้กฎหมายไทยที่มีผลในขณะที่โชบีเกิด กล่าวคือ พ.ศ.๒๕๒๕  อันได้แก่ พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ และประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๔  หรือที่เรียกย่อๆ ว่า “ปว.๓๓๗”  

โดยพิจารณามาตรา ๗ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ดั้งเดิม ประกอบกับข้อ ๒ แห่ง ปว.๓๓๗  เมื่อโชบีเกิดจากคนต่างด้าว เขาจึงไม่อาจได้สัญชาติไทยโดยหลักสืบสายโลหิตจากทั้งบิดาหรือมารดา และแม้โชบีเกิดในประเทศไทย เขาก็ไม่อาจได้สัญชาติไทยโดยหลักดินแดน เพราะเขามีมารดาเป็นคนต่างด้าวที่มีลักษณะการเข้าเมืองแบบไม่ถาวร กล่าวคือ ผิดกฎหมายคนเข้าเมือง เนื่องจากไม่ปรากฏมีเอกสารแสดงการอนุญาตให้เข้ามาในประเทศไทย

ดังนั้น ในขณะที่เกิด โชบีจึงสถานะเป็นคนต่างด้าวในประเทศไทย

เมื่อพิจารณากฎหมายที่มีผลในเวลาต่อมา ก็ไม่มีกฎหมายและนโยบายของรัฐไทยฉบับใดเลยในเวลาต่อมาที่มีผลให้สัญชาติไทยแก่โชบี รวมทั้งไม่ปรากฏว่า มีรัฐอื่นใดยอมรับดชบีในทะเบียนบุคคลของรัฐทั้งในสถานะคนชาติหรือคนต่างด้าวที่ถูกกฎหมาย เขาจึงยังไร้รัฐ และไร้สัญชาติโดยนัยทางกฎหมาย (De Jure)

--------

คำถามที่ ๓

--------

โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ถามว่า โชบีอาจร้องขอสิทธิที่จะเข้าศึกษาในโรงเรียนศึกษาสำหรับผู้ใหญ่ หรือ กศน. หรือไม่ ? เพราะเหตุใด ? ทั้งนี้ โดยใช้กฎหมายของประเทศใดในการพิจารณา ?

กรณีตามคำถามเป็นกรณีตามกฎหมายมหาชนอย่างแน่นอน ซึ่งโดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ก็ย่อมเป็นไปตามกฎหมายมหาชนของรัฐคู่กรณี ทั้งนี้ เว้นแต่จะมีการกำหนดเป็นอย่างอื่น ซึ่งจะเห็นว่า กฎหมายระหว่างประเทศมีความชัดเจนอย่างยิ่งในกรณีนี้

ปัญหาเป็นเรื่องของสิทธิในการศึกษาของมนุษย์ ซึ่งโดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศ สิทธิดังกล่าวไม่อาจมีเงื่อนไขมาจากความเป็นคนสัญชาติของรัฐเจ้าของดินแดนอันเป็นที่ตั้งของสถาบันการศึกษา ซึ่งประเทศไทยก็ยังได้ผูกพันที่จะเคารพสิทธิดังกล่าวไว้อย่างชัดเจนในกติกาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ค.ศ.๑๙๖๖

นอกจากนั้น ในส่วนของกฎหมายของรัฐไทยซึ่งเป็นรัฐคู่กรณี จะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ ก็ยังได้ยอมรับเอาหลักสิทธิมนุษยชนบรรจุไว้ในมาตรา ๔  อันทำให้สิทธิมนุษยชนในการศึกษาจึงเป็นสิทธิที่รัฐไทยไม่อาจปฏิเสธที่จะให้แก่มนุษย์ทุกคนที่ปรากฏตัวบนแผ่นดินไทย

ดังนั้น โชบีจึงมีสิทธิในการศึกษาในระบบการศึกษาไทย แม้จะยังไม่สามารถพิสูจน์สัญชาติได้ หรือแม้ในสถานการณ์ที่ฟังได้แล้วว่า เป็นคนต่างด้าว ก็ตาม รัฐไทยจะต้องเคารพในสิทธิในการศึกษาของโชบีจึงมีสิทธิที่จะเข้าสมัครศึกษาในโรงเรียนของ กศน. และมีสิทธิที่จะได้วุฒิบัตรเมื่อจบการศึกษา

--------

คำถามที่ ๔

--------

โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ถามว่า จะต้องใช้กฎหมายของประเทศใดกำหนดความสามารถในการทำนิติกรรมของโชบี ? เพราะเหตุใด ?

โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล นิติสัมพันธ์ของเอกชนที่มีลักษณะระหว่างประเทศย่อมตกอยู่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล และหากนิติสัมพันธ์ของเอกชนนั้นมีลักษณะเป็น “นิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชนที่มีลักษณะระหว่างประเทศ” นิติสัมพันธ์นี้ก็ย่อมตกอยู่ภายในกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายของรัฐที่มีการกล่าวอ้างความเป็นระหว่างประเทศของนิติสัมพันธ์ ทั้งนี้ ไม่ว่าคู่กรณีอีกฝ่ายจะเป็นรัฐหรือองค์กรของรัฐก็ตาม

ในกรณีที่มีการกล่าวอ้างความเป็นต่างด้าวของนายโชบี จึงจะต้องนำเอาหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลมาใช้ในการพิจารณาความสามารถของบุคคลดังกล่าว ซึ่งกฎหมายนี้ก็รับรองให้ใช้กฎหมายขัดกันของรัฐที่มีการกล่าวอ้างนิติสัมพันธ์ เว้นแต่กรณีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น

ในเมื่อมีการกล่าวอ้างความสามารถของโชบีในประเทศไทย จึงจะต้องใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.๒๔๘๑ ในการเริ่มพิจารณานิติสัมพันธ์

โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ความสามารถโดยทั่วไปของบุคคลตกอยู่ภายใต้มาตรา ๑๐ วรรค ๑ แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.๒๔๘๑ ซึ่งกำหนดว่า "ความสามารถและความไร้ความสามารถของบุคคลย่อมเป็นไปตามกฎหมายสัญชาติของบุคคลนั้น" ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า ภายใต้กฎหมายขัดกันไทย ความสามารถของบุคคลย่อมตกอยู่ภายใต้กฎหมายสัญชาติของบุคคล หรือกล่าวอย่างชัดเจน ก็คือ กฎหมายของรัฐเจ้าของสัญชาติของบุคคล

แต่ตามข้อเท็จจริงปรากฏว่า โชบีไม่อาจได้สัญชาติไทยเพราะไม่มีจุดเกาะเกี่ยวประเทศไทยอันทำให้ได้สัญชาติไทย อีกทั้งยังไม่ปรากฏเอกสารรับรองความเป็นคนสัญชาติพม่าจากรัฐพม่า

โดยความเป็นจริง นายโชบีเป็นคนไร้รัฐ จึงตกเป็น “คนไร้สัญชาติ” โดยธรรมชาติของเรื่อง จึงไม่อาจจะหากฎหมายสัญชาติมากำหนดความสามารถได้  

ในกรณีเช่นนี้ จึงจะต้องใช้มาตรา ๖ วรรค ๓ ในการแก้ปัญหาการขัดกันแห่งสัญชาติของบุคคลธรรมดาในทางลบที่เกิดขึ้น (Negative Conflict of Nationalities) กล่าวคือ “สำหรับบุคคลผู้ไร้สัญชาติ ให้ใช้กฎหมายภูมิลำเนาของบุคคลนั้นบังคับ ถ้าภูมิลำเนาของบุคคลนั้นไม่ปรากฏ ให้ใช้กฎหมายของประเทศซึ่งบุคคลนั้นมีถิ่นที่อยู่บังคับ” ดังนั้น จึงต้องย้อนไปพิจารณาว่า นายโชบีมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยหรือไม่ ?

โดยข้อเท็จจริงปรากฏว่า ครอบครัวของโชบีตั้งบ้านเรือนอยู่ในประเทศไทย โดยผลของมาตรา ๓๗ แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศไทย จึงต้องถือว่า โชบีย่อมมีภูมิลำเนามีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย ดังนั้นความสามารถในทางกฎหมายของเขาจึงตกอยู่ภายใต้กฎหมายไทย ทั้งนี้ โดยผลของมาตรา ๑๐ และมาตรา ๖ วรรค ๓ แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.๒๔๘๑ จึงต้องเอาประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศไทยมาใช้ในการกำหนดปัญหาความสามารถของเขาได้เลย

จะเห็นว่า แม้โชบีจะมีสถานะเป็นคนต่างด้าวและถูกกฎหมายสัญชาติไทยถือเป็น “คนเข้าเมืองผิดกฎหมาย” แต่เขามีความสามารถที่จะทำนิติกรรมในประเทศไทย ทั้งนี้โดยเป็นไปภายใต้กฎหมายไทยว่าด้วยบุคคล อันได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย

---------------------------------------------------------------

 

จำนวนผู้ที่เข้าชมในหน้านี้ 001430