Home

Custom Search

คืนสัญชาติไทยแก่คนพลัดถิ่นเชื้อสายไทย : จากนโยบายของฝ่ายบริหารของรัฐไทยและข้อเสนอของประชาสังคม สู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติเมื่อ พ.ศ.๒๕๕๐

โดย.นายวีนัส  สีสุข[1]

บทนำเวทีระดมสมองเพื่อยกร่างกฎหมายว่าด้วยการคืนสัญชาติไทยให้แก่คนพลัดถิ่นเชื้อสายไทย[2]

เขียนเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๒   

----------------------------------------

คนพลัดถิ่นเชื้อสายไทยคือใคร?

---------------------------------------- 

คนพลัดถิ่นเชื้อสายไทย หรือคนไทยพลัดถิ่น หรือคนไทยถิ่นพลัด คือบุคคลที่สืบสันดานจากบุพการีที่มีเชื้อสายไทยแต่ไม่ได้สัญชาติไทยหรือเสียสัญชาติไทยโดยผลของกฎหมายอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงเขตแดนซึ่งเป็นอาณาเขตของประเทศไทย

       สภาความมั่นคงแห่งชาติและกระทรวงมหาดไทยจัดให้คนพลัดถิ่นเชื้อสายไทยเป็นชนกลุ่มน้อยประเภทหนึ่งที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย โดยกลุ่มที่มีปัญหาสถานะบุคคลอย่างชัดเจนในปัจจุบัน ได้แก่

        ๑. กลุ่มผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าเชื้อสายไทย หมายถึง กลุ่มคนไทยที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองทะวายมะริด และตะนาวศรี ซึ่งเคยเป็นดินแดนของประเทศไทย  ต่อมาราวพุทธศักราช ๒๔๑๑ ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้มีการแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศอังกฤษ ดินแดนที่เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของคนกลุ่มนี้ตกเป็นของประเทศอังกฤษและเป็นของประเทศพม่าในระยะเวลาต่อมา ทำให้คนไทยที่อาศัยอยู่ในเขตแดนดังกล่าวและไม่ได้อพยพกลับเข้ามาในดินแดนของประเทศไทยในช่วงเวลานั้นกลายเป็นคนของประเทศอังกฤษและประเทศพม่าโดยหลักการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของรัฐประเทศ  นอกจากนี้ยังมีคนไทยอีกกลุ่มหนึ่งที่เข้าไปทำมาหากินอยู่ในประเทศพม่าเป็นเวลานาน ต่อมาเมื่อมีปัญหาเศรษฐกิจฝืดเคืองและมีการปราบปรามชนกลุ่มน้อยโดยรัฐบาลทหารพม่า ทำให้คนไทยเหล่านี้อพยพหนีภัยเข้ามาอยู่ในประเทศไทยในพื้นที่ ๔ จังหวัด คือ จังหวัดตาก  ประจวบคีรีขันธ์  ชุมพร และระนอง โดยทางราชการไทยถือเอาวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๑๙ เป็นวันสุดท้ายของการรับผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าเชื้อสายไทยให้อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทย  

       ข้อมูลจากกรมการปกครอง ณ วันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๑ มีผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าเชื้อสายไทย ที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยจนถึงวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๑๙ ซึ่งได้รับการสำรวจจัดทำทะเบียนประวัติไว้แล้วและยังไม่ได้สัญชาติไทย จำนวน ๑,๑๔๗ ราย ส่วนผู้ที่อพยพเข้ามาหลังวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๑๙ มีจำนวน ๑,๘๙๓ ราย

       ๒. กลุ่มผู้อพยพเชื้อสายไทยจากจังหวัดเกาะกงกัมพูชา หมายถึง กลุ่มคนไทยที่อาศัยอยู่ในเขตจังหวัดเกาะกงหรือจังหวัดประจัญคีรีเขต ซึ่งเดิมเป็นดินแดนของประเทศไทย ต่อมาราวพุทธศักราช ๒๔๔๗ ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ดินแดนส่วนนี้ตกเป็นของประเทศฝรั่งเศสและประเทศกัมพูชาในระยะเวลาต่อมา ทำให้คนไทยที่อาศัยอยู่ในจังหวัดเกาะกงและไม่ได้อพยพกลับเข้ามาในดินแดนของประเทศไทยในช่วงเวลานั้นกลายเป็นคนของประเทศฝรั่งเศสและประเทศกัมพูชาโดยหลักการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของรัฐประเทศ จนกระทั่งปี พ.ศ.๒๕๑๗ ประเทศกัมพูชาได้เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองและมีการปราบปรามประชาชน คนไทยที่อาศัยอยู่ที่จังหวัดเกาะกงจึงได้อพยพหนีภัยเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยในพื้นที่จังหวัดตราด โดยทางราชการไทยถือเอาวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๒๐ เป็นวันสุดท้ายของการรับผู้อพยพเชื้อสายไทยจากจังหวัดเกาะกงให้อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทย

       ข้อมูลจากกรมการปกครอง ณ วันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๑ มีผู้อพยพเชื้อสายไทยจากจังหวัดเกาะกง กัมพูชา ที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยจนถึงวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๒๐ ซึ่งได้รับการสำรวจจัดทำทะเบียนประวัติไว้แล้วและยังไม่ได้สัญชาติไทย จำนวน ๓,๓๘๓ ราย  ส่วนผู้ที่อพยพ  เข้ามาหลังวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๒๐ มีจำนวน ๓,๔๑๖ ราย

----------------------------------------

นโยบายของภาครัฐในการให้สถานะแก่คนพลัดถิ่นเป็นอย่างไร?

----------------------------------------

       เนื่องจากคนพลัดถิ่นเชื้อสายไทยทั้งสองกลุ่มเคยเป็นคนไทย แต่ได้เสียสัญชาติไทยเพราะเหตุของการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศ การให้สถานะแก่บุคคลกลุ่มนี้จึงแตกต่างจากชนกลุ่มน้อยประเภทอื่น กล่าวคือรัฐบาลได้มีมติคณะรัฐมนตรีให้สัญชาติไทยแก่ผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าเชื้อสายไทยและผู้อพยพเชื้อสายไทยจากจังหวัดเกาะกง กัมพูชา โดยการแปลงสัญชาติเป็นกรณีพิเศษ คือ ยื่นคำร้องแล้วได้สถานะเป็นคนต่างด้าวและรับคำร้องขอแปลงสัญชาติในคราวเดียวกันโดยการยกเว้นค่าธรรมเนียม ทั้งนี้ผู้ที่จะได้รับการกำหนดสถานะดังกล่าวจะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดซึ่งจะได้กล่าวต่อไป  อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการแก้ไขปัญหาเรื่องสถานะบุคคลของคนพลัดถิ่นเชื้อสายไทยทั้งสองกลุ่มไม่ได้ดำเนินการไปในคราวเดียวกัน  ต่างกลุ่มต่างก็มีมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับการปฏิบัติของทางราชการได้แยกกลุ่มคนพลัดถิ่นเชื้อสายไทยแต่ละกลุ่มดังกล่าวออกเป็นสองกลุ่มย่อยโดยถือเอาวันที่ทางราชการประกาศขีดเส้นตายเป็นวันสุดท้ายที่จะรับ  ผู้อพยพ ทำให้การให้สถานะของผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าเชื้อสายไทยที่เข้ามาจนถึงวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๑๙ กับคนที่เข้ามาหลังวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๑๙ และผู้อพยพเชื้อสายไทยจากจังหวัด เกาะกง กัมพูชา ที่เข้ามาจนถึงวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๒๐ กับคนที่เข้ามาหลังวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๒๐ มีความแตกต่างกัน ดังนี้

 

ก. กลุ่มผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าเชื้อสายไทย

 

           มติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๐ เห็นชอบให้ผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าเชื้อสายไทยที่เข้ามาจนถึงวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๑๙ จำนวน ๗,๘๔๙ คน ได้สัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติเป็นกรณีพิเศษ รวมถึงบุตรของบุคคลดังกล่าวที่เกิดในประเทศไทย

          สำหรับผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าเชื้อสายไทยที่เข้ามาหลังวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๑๙ ถือเป็นผู้หลบหนีเข้าเมืองแต่ได้รับผ่อนผันให้อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อรอการส่งกลับ ซึ่งต่อมาได้มีมติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๔๙ เห็นชอบให้กระทรวงมหาดไทยเร่งรัดการกำหนดสถานะให้แก่ชนกลุ่มน้อยซึ่งรวมถึงคนพลัดถิ่นกลุ่มนี้ด้วย แต่ยังติดขัดในเรื่องของการกำหนดหลักเกณฑ์และคุณสมบัติซึ่งยังไม่มีมติคณะรัฐมนตรีออกมารองรับ

 

ข. กลุ่มผู้อพยพเชื้อสายไทยจากจังหวัดเกาะกง กัมพูชา

 

           มติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๓ วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๒๗ และวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ เห็นชอบให้ผู้อพยพเชื้อสายไทยจากจังหวัดเกาะกง กัมพูชา ที่เข้ามาจนถึงวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๒๐ ได้สัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติเป็นกรณีพิเศษ ต่อมาได้มีมติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๔๗ อนุมัติการแปลงสัญชาติเป็นไทยแก่ผู้อพยพเชื้อสายไทยจากจังหวัดเกาะกง กัมพูชา ที่เข้ามาจนถึงวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๒๐ ส่วนบุตรที่เกิดในประเทศไทยให้ได้สัญชาติไทยตามมาตรา ๗ ทวิ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕

           สำหรับผู้อพยพเชื้อสายไทยจากจังหวัดเกาะกง กัมพูชา ที่อพยพเข้ามาหลังวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๒๐ ถือเป็นผู้หลบหนีเข้าเมืองแต่ได้รับการผ่อนผันให้อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ต่อมาได้มีมติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๔๗  อนุมัติการแปลงสัญชาติเป็นไทยแก่ผู้อพยพเชื้อสายไทยจากจังหวัดเกาะกง กัมพูชา ที่เข้ามาหลังวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๒๐ ส่วนบุตรที่เกิดในประเทศไทยให้ได้สัญชาติไทยตามมาตรา ๗ ทวิ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ เช่นเดียวกับกลุ่มแรก

 

หลักเกณฑ์การแยกประเภทผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าเชื้อสายไทย

       (๑) เป็นผู้ที่มีบิดามารดาหรือบรรพบุรุษเป็นคนไทยที่มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ในประเทศไทยหรือมีภูมิลำเนาเดิมอยู่ในดินแดนที่เคยเป็นของประเทศไทย

       (๒) ต้องอพยพเข้ามาในประเทศไทยก่อนวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๑๙

       (๓) มีชื่อในหลักฐานทางทะเบียนใดๆ ของทางราชการที่เคยจัดทำไว้ รวมถึงบุตรของบุคคลดังกล่าวที่เกิดในไทยภายหลังด้วย

       (๔) ต้องพูดและเข้าใจภาษาไทย

       (๕) มีรูปร่างหน้าตาและผิวพรรณคล้ายคนไทย

       (๖) มีขนบธรรมเนียมประเพณีเช่นเดียวกับคนไทย

       (๗) มีญาติพี่น้องที่เป็นคนไทยเป็นผู้รับรองหรือมีคนไทยที่มีหลักฐานเชื่อถือได้เป็นผู้รับรอง

       (๘) มีความจงรักภักดีต่อประเทศไทยและพระประมุขของชาติ

       (๙) มีความประสงค์จะได้สัญชาติไทย

 

หลักเกณฑ์การแยกประเภทผู้อพยพเชื้อสายไทยจากจังหวัดเกาะกง กัมพูชา

       (๑) ต้องเป็นผู้อพยพที่มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดเกาะกง กัมพูชา

       (๒) ต้องพูดและเข้าใจภาษาไทย

       (๓) ต้องเป็นผู้ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนหลักฐานของทางราชการก่อนวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๒๐

       (๔) มีรูปร่างหน้าตาและผิวพรรณคล้ายคนไทย

       (๕) มีขนบธรรมเนียมประเพณีเช่นเดียวกับคนไทย

       (๖) มีญาติพี่น้องที่เป็นคนไทยเป็นผู้รับรอง

       (๗) มีความจงรักภักดีต่อประเทศไทยและพระประมุขของชาติ

       (๘) มีความประสงค์จะได้สัญชาติไทย

 

ต่อมาได้มีการแก้ไขหลักเกณฑ์ประกอบการพิจารณากำหนดสถานะของกลุ่มผู้อพยพเชื้อสายไทยจากจังหวัดเกาะกง กัมพูชา ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๔๗ คงเหลือแค่ ๔ ประการ ได้แก่

       (๑) เป็นผู้ที่มีชื่ออยู่ในระบบทะเบียนของกรมการปกครอง

       (๒) มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยหรือมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งติดต่อกันเป็นเวลานาน

       (๓) มีความเลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

       (๔) มีความประพฤติดี

------------------------------------------------

เมื่อปัญหาคนไทยพลัดถิ่นก้าวสู่การพิจารณาของฝ่ายในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

------------------------------------------------

       ปัญหาการถูกละเมิดสิทธิของคนพลัดถิ่นเชื้อสายไทยไม่แตกต่างกับปัญหาของชนกลุ่มน้อยกลุ่มอื่นๆ ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นสิทธิเรื่องการศึกษา  สิทธิเกี่ยวกับการรักษา พยาบาล  สิทธิในการประกอบอาชีพ  สิทธิในการจัดตั้งครอบครัว  สิทธิในการเลือกถิ่นที่อยู่ สิทธิทางการเมือง และอื่นๆ  ซึ่งสาเหตุพื้นฐานของเรื่องดังกล่าวน่าจะมาจากปัญหาเรื่องสถานะบุคคลตามกฎหมายทั้งกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร กฎหมายว่าด้วยสัญชาติ และกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง  แต่สิ่งที่แตกต่างกับชนกลุ่มน้อยกลุ่มอื่นก็คือปัญหาทัศนคติและความรู้สึกภายใต้จิตวิญญาณที่ว่า พวกเขาคือคนไทย เช่นเดียวกับประชากรกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศ

       นางสาวสาวิตรี  จันทร  นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นกลุ่มคนเชื้อสายไทยจากเกาะกง ที่เกิดในประเทศไทย บิดามารดาของเธอเกิดที่เกาะกง และอพยพเข้ามาประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๗ สาวิตรีฯ ได้รับการสำรวจจัดทำทะเบียนประวัติ มีชื่อในทะเบียนบ้าน ท.ร.๑๓ และถูกถือว่าเป็นบุคคลที่อยู่ในการควบคุมของทางราชการ ปัญหาของเธอได้แก่การเดินทางออกนอกเขตจังหวัด การประกอบอาชีพซึ่งไม่สามารถทำงานได้ตามความรู้ที่เรียน (เธอจบปริญญาตรีสาขาบัญชีจากมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต)  และการขอสัญชาติไทยตามมาตรา ๗ ทวิ ฯ ซึ่งไม่อาจทราบได้เลยว่าต้องใช้ระยะเวลานานเท่าใด

       ผลการประชุมเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.) เมื่อวันที่ ๑๙-๒๐ ธันวาคม ๒๕๔๙ ได้ประมวลข้อเสนอขององค์กรเครือข่าย ๔๕ เครือข่ายในการแก้ไขปัญหาต่างๆ  ซึ่งรวมถึงปัญหาสถานะบุคคลของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยกรณีของกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นมีข้อเสนอให้คืนสัญชาติไทยด้วยเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ โดยในระหว่างกระบวนการตรวจสอบการคืนสัญชาติให้มีการรับรองสิทธิขั้นพื้นฐานของคนเหล่านี้ เช่น การรับรองการเกิด การสมรส การรักษาพยาบาล การศึกษา การทำงาน ฯลฯ ซึ่ง คปสม. ได้รวบรวมประเด็นปัญหาและข้อเสนอการแก้ไขปัญหาเสนอต่อรัฐบาล (พม.) สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

       นายภควินท์  แสงคง เครือข่ายการแก้ไขปัญหาการคืนสัญชาติคนไทย ได้นำเสนอปัญหาการละเมิดสิทธิคนไทยพลัดถิ่น ในเวทีรับฟังข้อเสนอแนะของภาคประชาชนและภาควิชาการในการจัดการปัญหาความไร้สถานะและสิทธิของบุคคลในประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๐ ณ อาคารรัฐสภา ๒ อาทิ คนพลัดถิ่นถูกข่มขื่น ไปแจ้งความกลับโดนข่มขู่และถูกแจ้งข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมาย  เด็กในโรงเรียนถูกเพื่อนล้อว่าเป็นพม่า บางคนถูกจับแก้ผ้าหน้าเสาธง ได้รับความอับอายต้องผูกคอตาย การถูกฉ้อโกงที่ดินทำกินเนื่องจากไม่มีสิทธิถือครองอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น

       คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไขการไร้สถานะทางกฎหมายและสิทธิของบุคคลในประเทศไทย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้ลงพื้นที่เพื่อศึกษาปัญหาของคนพลัดถิ่นที่จังหวัดระนอง เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๐ พร้อมทั้งได้หยิบยกปัญหาเรื่องการให้สถานะบุคคลและการถูกจำกัดสิทธิขั้นพื้นฐานความเป็นมนุษย์ของกลุ่มคนพลัดถิ่นเชื้อสายไทยขึ้นพิจารณา โดยจากการชี้แจงข้อเท็จจริงของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องพบว่า กระบวนการจัดการตามมติคณะรัฐมนตรีต่างๆ ยังไม่แล้วเสร็จ และมีความคืบหน้าไม่มากนักโดยมีสาเหตุหลายประการ เช่น 

(๑) หน่วยงานในกระทรวงมหาดไทยที่รับผิดชอบเรื่องของคนไทยพลัดถิ่นมีข้อจำกัดทั้งในเรื่องอัตรากำลังเจ้าหน้าที่และงบประมาณ ทำให้กระบวนการจัดการปัญหาขาดความต่อเนื่อง ไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จในเวลาอันรวดเร็วและไม่มีประสิทธิผล

       (๒) กระบวนการจัดการปัญหาโดยให้แปลงสัญชาติเป็นไทยนั้นไม่เหมาะสมสำหรับบุตรหลานของคนไทยพลัดถิ่นที่เกิดในประเทศไทย การแปลงสัญชาติเป็นไทยนั้นเหมาะสำหรับคนไทยพลัดถิ่นที่เกิดนอกประเทศไทยเท่านั้น ส่วนกรณีของบุคคลที่เกิดในประเทศไทยจากคนพลัดถิ่นสัญชาติพม่าเชื้อสายไทยที่อพยพเข้ามานั้น ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องแปลงสัญชาติแต่ควรให้สิทธิที่จะร้องขอสัญชาติไทยโดยหลักดินแดนตามมาตรา ๗ ทวิ ฯ เช่นเดียวกับกรณีบุตรของคนไทยพลัดถิ่นจากเกาะกง กัมพูชา

(๓) ความผันแปรทางการเมืองทำให้กระบวนการจัดการปัญหาล่าช้าและไม่ต่อเนื่อง แม้จะมีการปรับนโยบายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยการยอมรับให้สัญชาติไทยแก่บุตรของคนไทยพลัดถิ่นที่เกิดในประเทศไทยโดยยุทธศาสตร์จัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคลตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๔๘  แต่เมื่อมีเปลี่ยนตัวรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลด้านความมั่นคงหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นโยบายในการจัดการก็ตกอยู่ในสภาวะนิ่งและคลุมเครือ

(๔) คนไทยพลัดถิ่นที่เกิดในดินแดนที่ไทยเสียอาณาเขต โดยเฉพาะคนไทยพลัดถิ่นจากมะริด ยอมรับไม่ได้ที่จะถูกปฏิบัติในลักษณะเดียวกับคนต่างด้าวที่ไม่มีเชื้อสายไทย ทำให้ไม่ยอมรับแนวทางในการแก้ไขปัญหาสถานะตามมติคณะรัฐมนตรี และไม่ยื่นคำร้องขอแปลงสัญชาติ แต่ยอมที่จะมีสถานะเป็นคนไร้สัญชาติ โดยหลักสังคมวิทยาและมนุษยวิทยาแล้วคนไทยพลัดถิ่นกลุ่มนี้เป็นคนเชื้อสายไทย จึงควรยอมรับให้กลับมามีสิทธิในสัญชาติไทย ดังเช่นบรรพบุรุษซึ่งทั้งมีเชื้อสายไทยและสัญชาติไทย

------------------------

ร่างกฎหมายคืนสัญชาติ

------------------------

        การประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไขการไร้สถานะทางกฎหมายและสิทธิของบุคคลในประเทศไทย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เกี่ยวกับแนวทางในการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลของกลุ่มคนไทยพลัดถิ่น ได้ตกผลึกความคิดที่สอดคล้องกันโดยมีหลักการ ดังนี้

       (๑) การยอมรับให้สัญชาติไทยแก่คนไทยพลัดถิ่นที่เกิดในดินแดนที่เคยเป็นของประเทศไทยแต่ต้องเสียไปเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอาณาเขต ซึ่งไม่ใช่วิธีการแปลงสัญชาติ

       (๒) การยอมรับให้สิทธิในสัญชาติไทยแก่คนไทยพลัดถิ่นจะต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ และให้สิทธิเฉพาะคนไทยพลัดถิ่นที่เข้ามาอาศัยอยู่จริงในประเทศไทยเท่านั้น และจะต้องเป็นบุคคลที่ทางราชการได้สำรวจจัดทำทะเบียนประวัติตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร

       (๓) การให้สัญชาติไทยแก่คนไทยพลัดถิ่น ควรกำหนดให้คณะกรรมการกลั่นกรองตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติตรวจพิจารณาคุณสมบัติ และให้เป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทยที่จะสั่งตามความเห็นของคณะกรรมการฯ

       วันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทาง แก้ไขการไร้สถานะทางกฎหมายและสิทธิของบุคคลในประเทศไทย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้ยกร่างกฎหมายเพื่อแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) และ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๓๕ ในประเด็นที่พิจารณาเห็นว่าเป็นปัญหาอุปสรรคต่อการให้สถานะแก่บุคคลและความไม่เท่าเทียมกันในสิทธิระหว่างชายและหญิง รวมถึงประเด็นที่ทำให้การปฏิบัติของรัฐไทยไม่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศฉบับต่างๆ ที่ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคี ซึ่งร่างกฎหมายฉบับนี้ได้รับการเสนอแนะเพิ่มเติมโดยศาสตราจารย์ มีชัย  ฤชุพันธุ์  เมื่อวันที่ ๕ มิถุนยน ๒๕๕๐

       คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทาง แก้ไขการไร้สถานะทางกฎหมายและสิทธิของบุคคลในประเทศไทย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้ประชุมพิจารณาปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในวันที่ ๑๑ และวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๐ โดยร่างดังกล่าวได้กำหนดแนวทาง การให้สถานะบุคคลแก่คนไทยพลัดถิ่นไว้ในร่างมาตรา ๒๒ ดังนี้

      “มาตรา ๒๒  บรรดาบุคคลที่สืบสันดานจากบุพการีที่มีเชื้อสายไทยแต่ไม่ได้สัญชาติไทย    โดยผลของกฎหมายอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศ  ถ้าเข้ามาอาศัยอยู่จริงในราชอาณาจักรไทยโดยมีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร และประสงค์จะขอกลับคืนสัญชาติไทย ให้ยื่นแสดงความจำนงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

        การพิสูจน์การเป็นผู้สืบสันดานจากบุพการีที่มีเชื้อสายไทยตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีโดยความเห็นของคณะกรรมการตามมาตรา ๒๕ ประกาศกำหนด

       การอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้กลับคืนสัญชาติไทยตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการตามมาตรา ๒๕ พิจารณาเสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีเพื่อมีคำสั่ง”

       แนวคิดการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยสัญชาติได้ถูกนำเสนอสู่ภาคสังคมเพื่อรับรู้และร่วมแสดงความคิดเห็น โดยเมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๐ โครงการช่วยเหลือผู้มีปัญหาทางทะเบียนราษฎรและสถานะบุคคล มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ประกอบด้วยโครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ  ศูนย์ปฏิบัติการร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาประชาชนบนพื้นที่สูง  ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น  สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  เครือข่ายคนไทยพลัดถิ่นแม่สอด  ศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน  มูลนิธิกระจกเงา  ศูนย์การศึกษาชนเผ่า  คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนักวิจัยอิสระ ได้จัดเวทีหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อร่างแก้ไขพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่บ้านธารแก้ว จังหวัดเชียงใหม่  และได้มีข้อเสนอเรียนต่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ...ยืนยันให้คงหลักการและเนื้อหาของมาตรา ๒๒ ในร่างแก้ไขพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และเสนอให้เพิ่มข้อความเป็นวรรคสี่ของร่างมาตรานี้เพื่อคุ้มครองสิทธิของคนไทยพลัดถิ่นที่ได้รับสัญชาติไทยไปก่อนแล้ว ดังนี้

       “กรณีบุคคลกลุ่มดังกล่าวที่ได้รับสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ให้ถือว่าเป็นบุคคลที่ได้รับสัญชาติไทยตามมาตรานี้เช่นเดียวกัน”

       โครงการเวทีรับฟังข้อเสนอแนะของภาคประชาชน และภาควิชาการในการจัดการปัญหาความไร้สถานะและสิทธิของบุคคลในประเทศไทย จัดขึ้นโดยคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไขการไร้สถานะทางกฎหมายและสิทธิของบุคคลในประเทศไทย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ระหว่างวันที่ ๑๐ กันยายน ถึงวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๐  ณ ห้องประชุม อาคารรัฐสภา ๒ เวทีคนไทยพลัดถิ่นมีข้อเสนอแนะว่าการให้สถานะแก่คนไทยพลัดถิ่นตามร่างมาตรา ๒๒ มีความ จำเป็นมากที่สุดสำหรับคนไทยพลัดถิ่น เพราะคนกลุ่มนี้ไม่ยอมรับว่าตนเป็นคนพม่า และยืนยันว่า  คนพม่าในดินแดนดังกล่าวยังถือว่าคนกลุ่มนี้เป็นคนไทย

       อย่างไรก็ตาม ประเด็นของการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยสัญชาติครั้งนี้มิได้มีแต่เรื่องปัญหาสถานะของคนไทยพลัดถิ่นเท่านั้น แต่ยังมีประเด็นสำคัญอีกจำนวนมากที่จะต้องดำเนินการ อาทิ

       - การแก้ปัญหาลูกพ่อไทยที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับแม่ต่างด้าวตามมาตรา ๗ (๑) 

       - การแก้ปัญหาคนที่เกิดในประเทศไทยแต่ไม่ได้สัญชาติไทยโดยการเกิดและถูกถือว่าเป็นคนหลบหนีเข้าเมืองตามมาตรา ๗ ทวิ 

       - การแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันของชายและหญิงเกี่ยวกับสัญชาติตามมาตรา ๙ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๓ มาตรา ๑๔ มาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ มาตรา ๒๓ 

       - การแก้ปัญหาการขอแปลงสัญชาติแทนกันสำหรับเด็กด้อยโอกาส เช่น เด็กเร่ร่อน เด็กที่เป็นบุตรบุญธรรม ตามมาตรา ๑๒/๑ 

       - การปรับปรุงกระบวนการมีส่วนร่วมในการพิจารณากลั่นกรองเกี่ยวกับสัญชาติในรูปของคณะกรรมการที่มีบุคคลภายนอก (ผู้ทรงคุณวุฒิ) เข้าร่วมตามมาตรา ๒๕

       - การแก้ปัญหาสัญชาติของกลุ่มคนที่เกิดในราชอาณาจักรและเคยมีสัญชาติไทยหรือควรได้สัญชาติไทยโดยการเกิดแต่ถูกผลกระทบจากความหวาดระแวงของฝ่ายความมั่นคงโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๕ ทำให้ถูกถอนสัญชาติไทยหรือไม่ได้สัญชาติไทยซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก กระจายอยู่ทั่วประเทศ

       - การแก้ปัญหาสถานะของคนไทยพลัดถิ่น

ประกอบกับกฎหมายว่าด้วยสัญชาติเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคง อีกทั้งการเสนอกฎหมายจากฝ่ายสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะต้องส่งร่างให้รัฐบาลพิจารณาก่อน ดังนั้นก่อนที่จะเสนอร่างพระราชบัญญัติสัญชาติให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาตามระเบียบวาระ คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไขการไร้สถานะทางกฎหมายและสิทธิของบุคคลในประเทศไทย สภานิติบัญญัติ จึงต้องพิจารณาทบทวนด้วยความละเอียดรอบคอบ ต้องวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับหลายฝ่ายโดยเฉพาะบรรดาสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งมีความคิดเห็นหลากหลายรวมทั้งการวิเคราะห์แนวโน้มของความสำเร็จที่จะผลักดันร่างให้ผ่านการพิจารณาของสภาฯ สุดท้ายคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไขการไร้สถานะทางกฎหมายและสิทธิของบุคคลในประเทศไทย สภานิติบัญญัติ ได้ตัดสินใจตัดมาตรา ๒๒ ออกจากร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ ฉบับที่นำเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยมุ่งหวังว่าจะนำเสนอมาตราดังกล่าวอีกครั้งในขั้นตอนของคณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

       การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ครั้งที่ ๖๕/๒๕๕๐ เป็นพิเศษ วันพุธที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ได้ลงมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ  ฉบับที่นางเตือนใจ  ดีเทศน์ และคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไขการไร้สถานะทางกฎหมายและสิทธิของบุคคลในประเทศไทย สนช. เสนอ และร่างฉบับของคณะรัฐมนตรี (กระทรวงมหาดไทย) โดยตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นคณะหนึ่งจำนวน ๒๒ คนเพื่อพิจารณา มีนายวัลลภ  ตั้งคณานุรักษ์   เป็นประธานฯ

       คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ได้ประชุมพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ ๓ ครั้ง คือวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ วันที่ ๔ และวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๐ ซึ่งการนำเสนอกรณีคนไทยพลัดถิ่นตามร่างมาตรา ๒๒ เกิดขึ้นในวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๕๐ ภายหลังเสร็จสิ้นการพิจารณาร่างมาตราเกี่ยวกับการให้สัญชาติไทยกับกลุ่มคนที่ถูกผลกระทบจาก ปว.๓๓๗ โดยผู้เสนอได้แก่นางมุกดา  อินต๊ะสาร ผู้สนับสนุนได้แก่นางเตือนใจ  ดีเทศน์ ขอให้เพิ่มมาตรา ๒๒ ในร่างพระราชบัญญัติสัญชาติที่คณะกรรมาธิการฯ กำลังพิจารณา แต่เนื่องจากกรณีดังกล่าวไม่มีอยู่ในหลักการของร่างพระราชบัญญัติตามที่ สนช.มีมติรับหลักการในวาระที่ ๑ อีกทั้งไม่ได้มีการเสนอขอยกเว้นข้อบังคับไว้ในวาระดังกล่าวด้วย  ที่ประชุมส่วนใหญ่จึงเห็นว่าไม่สามารถเพิ่มมาตรา ๒๒ ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการฯ หลายท่านได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีคนไทยพลัดถิ่นอย่างกว้างขวาง โดยส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันว่าการให้สถานะเกี่ยวกับสัญชาติแก่คนไทยพลัดถิ่นไม่ควรใช้หลักการแปลงสัญชาติ แต่กรณีนี้ควรมีการศึกษาให้รอบคอบด้วยเกรงว่าเรื่องนี้จะไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยแต่อาจกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้าน เพราะอาจถูกมองว่าเราเอาคนพม่ามาเป็นคนไทย เอาคนกัมพูชาหรือคนมลายูมาเป็นคนไทย นอกจากนี้ยังมีความเป็นห่วงในกระบวนการให้สัญชาติแก่คนกลุ่มนี้ว่าจะผิดหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ และจะตรงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเจ้าของปัญหาตัวจริงหรือไม่

       ผลสรุปของการพิจารณาเรื่องนี้ คณะกรรมาธิการฯ มีมติให้ตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ท้ายพระราชบัญญัติสัญชาติฉบับนี้ ซึ่งมี ๒ ข้อ ได้แก่

        “๑. ตามยุทธศาสตร์ของรัฐบาลที่เห็นชอบให้ดำเนินการแปลงสัญชาติเป็นไทยแก่ผู้อพยพเชื้อสายไทยเพราะเหตุการเสียสัญชาติไทยไปด้วยเหตุการเสียดินแดนยังไม่เหมาะสม กระทบต่อความ รู้สึกของกลุ่มบุคคลดังกล่าว ควรให้ได้สัญชาติไทยกลับคืนมาโดยบทบัญญัติของกฎหมายอย่างภาคภูมิใจ และไม่อาจถูกถอนสัญชาติไทยเพราะเหตุการแปลงสัญชาติเป็นไทย รัฐบาลควรเร่งศึกษาการตรากฎหมายคืนสัญชาติไทยให้แก่กลุ่มบุคคลดังกล่าวโดยเร็วต่อไป

        ๒. รัฐบาลควรเร่งรัดนโยบายและยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาสถานะของผู้อพยพเชื้อสายไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยให้ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

ข้อสังเกตดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ วาระ ๒ และวาระ ๓ เพื่อส่งให้คณะรัฐมนตรีรับไปพิจารณาดำเนินการต่อไป” 

----------

บทสรุป

---------

       ถ้าถามว่าแนวทางการแก้ไขปัญหาสถานะของคนไทยพลัดถิ่นตามมติคณะรัฐมนตรีที่มีอยู่เหมาะสมแล้วหรือไม่ คำตอบที่มีก็คือเหมาะสมภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยสัญชาติและยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคลที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน  แต่ถ้าถามว่าการให้สัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติแก่คนไทยพลัดถิ่นเหมาะสมหรือไม่ คำตอบที่ได้คงต้องแตกต่างจากคำตอบแรก เหตุผลเพราะการแปลงสัญชาติตามหลักสากลจะใช้กับคนสัญชาติอื่น (เชื้อชาติอื่น)  แต่คนพลัดถิ่นที่กำลังกล่าวถึงนี้เป็นคนที่มีเชื้อสายไทย มีบรรพบุรุษเป็นคนไทย แต่มีอุบัติเหตุทาง ด้านความมั่นคงของชาติทำให้เขาต้องกลายเป็นคนที่อยู่ในดินแดนของประเทศอื่นก่อนที่จะอพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศแม่ซึ่งเคยเป็นบ้านเกิดเมืองนอน แม้กระทั่งคนสัญชาติไทยที่สละสัญชาติไทย ด้วยความประสงค์ของตนเองหรือเสียสัญชาติไทยเนื่องจากบุพการีดำเนินการให้ หากมีความต้องการกลับมาเป็นคนไทย กฎหมายก็ให้โอกาสคนเหล่านั้นสามารถขอกลับคืนสัญชาติไทยได้ดังปรากฏตามมาตรา ๒๓ และมาตรา ๒๔ แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘  

       ดังนั้น การที่จะมีมาตราหนึ่งในกฎหมายว่าด้วยสัญชาติเพื่อคืนสัญชาติไทยให้แก่คนพลัดถิ่นเชื้อสายไทยที่มีความประสงค์จะขอมีสัญชาติไทย ย่อมเป็นเรื่องที่สังคมไทยยอมรับได้ อธิบายได้และเป็นเหตุเป็นผล เพียงแต่จะต้องกำหนดโครงสร้างของกฎหมายให้ชัดเจน ใช้ได้กับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเจ้าของปัญหาตัวจริง มิให้คนที่ไม่ใช่เชื้อสายไทยแสวงประโยชน์ได้จากกฎหมายดังกล่าวซึ่งจะเป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่งของคนไทยพลัดถิ่น

--------------------------------------------------------------



[1] อดีตเลขานุการ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....  และที่ปรึกษาโครงการเวทีระดมสมองเพื่อยกร่างกฎหมายว่าด้วยการคืนสัญชาติไทยให้แก่คนพลัดถิ่นเชื้อสายไทย

[2] จะจัดโดยโครงการขยายองค์ความรู้แม่อายสู่อันดามันเพื่อการจัดการปัญหาสิทธิในสถานะบุคคลของคนไร้รัฐไร้สัญชาติในพื้นที่อันดามัน ภายใต้ความร่วมมือระหว่างมูลนิธิเอเซียและเครือข่ายคนทำงานเพื่อคนไร้รัฐคนไร้สัญชาติ ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทยิ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๒ เวลา ๙.๓๐ – ๑๒.๓๐ น.

จำนวนผู้ที่เข้าชมในหน้านี้ 000804