ห้าคูณหก
: สูตรคูณความคิดและปฏิบัติการเพื่อการพัฒนาสถานะบุคคลตามกฎหมายไทย
โดย ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล
บทความวิชาการเพื่อนำเสนอแนวคิดด้านวิธีวิทยาเกี่ยวกับการจัดการประชากรตามกฎหมายไทยสำหรับคนทำงานเพื่อคนไร้รัฐคนไร้สัญชาติบนฝั่งทะเลอันดามัน ฉบับวันที่ 14 เมษายน 2552
-----------------------------------------------------------------
ตอนที่ ๑ ว่าด้วย ห้า
http://www.archanwell.org/autopage/show_page.php?t=1&s_id=435&d_id=434
-----------------------------------------------------------------
หนึ่ง
ความแตกต่าง ..ที่อันดามัน
ณ ผืนทะเลและผืนดินที่เป็นทั้งบ้านและชีวิตของไทยถิ่นพลัด และยิบซีทะเล ..มองด้วยสายตา-หลายชีวิตตรงหน้ารวมถึงที่ยังไม่รู้จักและอาจไม่มีโอกาสรู้จัก ย่อมไม่เพียงที่จะบอกถึงความแตกต่างของพวกเขากับคนอื่นๆ-ผู้มีสัญชาติไทย ชวนให้นึกถึงบางประโยคของใครบางคนที่ว่า ..คุณรู้หรือเปล่า-คนที่หนึ่งสมอง-หนึ่งหัวใจ-สองแขนขาที่ร่วมสปีชีย์เซเปียนเหมือนกับพวกเรา ถูกสิ่งสมมติที่เรียกว่ากฎหมายแบ่งประเภทออกจากกัน ..ฉันเข้าใจประโยคที่เจือด้วยน้ำเสียงชวนถกเถียงนั้น-มันไม่ใช่คำถาม
สอง
ความรู้,หนทาง,เครื่องมือหลากหลายที่อยู่ตรงหน้า ..กฎหมายก็คือหนึ่งในนั้น
ในสังคมไทยที่ประกาศตนว่าเป็นนิติรัฐหรือรัฐที่เคารพและยึดมั่นในการคุ้มครองและประกันสิทธิเสรีภาพของปัจเจกบุคคล โดยรัฐและเจ้าหน้าที่แห่งรัฐมีหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนให้สมาชิกในรัฐสามารถพัฒนาศักยภาพด้านต่างๆ อย่างมีคุณภาพและไปให้ไกลเท่าที่จะไปถึงการมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ กฎหมายจึงเสมือนกับไม้บรรทัด มันถูกใช้ชี้วัดในนามของมาตรฐาน ทั้งตัวมันเองก็ยังต้องถูกทบทวนเพื่อปรับปรุงให้เป็นมาตรฐานที่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย แล้วหนึ่งสมองกับสองมือของเราจะทำอะไรได้บ้าง เมื่อต้องลงมือแก้ไขปัญหา กับความรู้,หนทาง,เครื่องมือหลากหลายที่อยู่ตรงหน้า ..ถามกลับ-แล้วคุณจะหยิบกฎหมายมาใช้หรือเปล่า?
สาม
เด็กๆ เป็นร้อยที่งานวันเด็ก: จุดเริ่มต้นของการพัฒนาแนวคิด.. ห้าคูณหก
บ่อยครั้งที่ รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร หรืออาจารย์แหวว ต้องเอ่ยซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถึง ห้าคูณหก ว่า ห้า นั้นหมายถึง การจำแนกประชากรที่มีปัญหาสถานะบุคคลในประเทศไทยออกเป็น 5 กลุ่ม โดยใช้กฎหมายการทะเบียนราษฎร ทั้งนี้เพื่อที่จะคูณด้วย หก อันหมายถึง 6 ขั้นตอนในการจัดการแก้ไขปัญหาสถานะของบุคคล กล่าวคือ มันเป็นแนวทางหรือขั้นตอนที่จะตรวจสอบเพื่อพัฒนาสถานะของบุคคล ว่าต้องใช้ช่องทางใดที่อาจช่วยเหลือให้ คนที่มีปัญหาสถานะบุคคล สามารถพัฒนาสถานะเป็น คนไม่มีปัญหาสถานะบุคคล หรือ คนไร้รัฐ เป็น คนมีรัฐ ฯลฯ ..มันถูกเรียกให้สั้นเพื่อง่ายต่อการจดจำว่า ห้าคูณหก (5 x 6)
นั่นคือคำอธิบายที่ชัดขึ้น แต่หากจะย้อนไล่ทวนถึงจุดเริ่มต้น ต้องบอกว่ามันเริ่มต้นจากการทำงานของอาจารย์แหววและอาจารย์เอ๋ (อ.วรรณทนี รุ่งเรืองสภากุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ) ที่พยายามออกแบบห้องเรียนสำหรับเด็กๆ ที่มีปัญหาสถานะบุคคล ..ใช่-ลองนึกภาพเด็กตัวเล็กตัวน้อย รวมถึงเด็กตัวโตตัวโข่ง-ร่วมร้อย ที่กำลังจะมาร่วมงานวันเด็ก พวกเขาเป็นเด็กที่ไร้รัฐ ไร้สัญชาติ แน่นอน-งานวันเด็กที่แม่อายไม่ใช่มีแค่เกมส์ให้เด็กเล่น แต่งานวันเด็กของอ.เอ๋ ยังช่วยให้เด็กๆ แต่ละคนได้รู้จัก ทำความเข้าใจถึงปัญหาสถานะบุคคลของตัวเอง และจะได้ลงมือแก้ไขด้วยมือเล็กๆ ของตัวเอง
วิธีการก็คือต้องแบ่งลักษณะปัญหาของเด็กออกเป็นกลุ่มๆ แล้วแยกออกไปเป็นแต่ละห้องเรียน ในแต่ละห้องเรียน นอกจากเด็กๆ ที่มีปัญหาเหมือนๆ กัน ก็จะมีครูพี่เลี้ยง มันเป็นพื้นที่ของการเรียนรู้จักกันและกัน ทำความเข้าใจปัญหาและแนวทางแก้ไข ..เรื่องแบบนี้-ฟังแล้วอาจจะดูเป็นเรื่องเกินตัว! สำหรับหนูๆ เด็กๆ แต่ขอบอกว่า-ห้องเรียนแต่ละห้องนั้น-สนุกมาก ..แล้วมันก็เป็นการเริ่มต้นการเรียนรู้โจทย์ใหม่ๆ วิธีคิดใหม่ๆ ของคนทำงานด้วยเช่นกัน
ในช่วงปีแรกๆ แต่ละห้องเรียน-ยังไม่นิ่ง ชื่อห้องเรียนยังคงมีการปรับเปลี่ยน มาต้นปี 2551 นี้เอง ที่งานวันเด็ก อ.แม่จัน จ.เชียงราย-ที่-พวกเราได้เห็น 5 ห้องเรียนซึ่งเป็นครั้งแรกของการทดสอบแนวคิด 5 x 6
สี่
ห้า หมายถึง คน 5 กลุ่ม
กลุ่ม 1-คนไร้เอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคล
คนไม่มีบัตรหรือเอกสารแสดงตนอะไรเลย สังคมไทยถูกแนะนำให้รู้จักคนกลุ่มนี้ว่าหมายถึง คนไร้รัฐ เพราะคนกลุ่มนี้ไม่ถูกบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลในทะเบียนราษฎรของรัฐใดในโลก ไม่มีเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคลที่ออกโดยรัฐใดเลย ไม่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก มองผ่านสถานะทางทะเบียนราษฎร คนกลุ่มนี้จึงเป็นคนไร้สถานะทางทะเบียนราษฎร สถานะบุคคลตามกฎหมายที่ตามมาก็คือคนกลุ่มนี้ถูกถือว่าเป็นคนต่างด้าวและคนเข้าเมืองผิดกฎหมายในรัฐไทย (มาตรา 57 พ.ร.บ.คนเข้าเมือง 2522) รวมถึงเป็นคนต่างด้าวและเข้าเมืองผิดกฎหมายในทุกรัฐในโลก
แนวทางการพัฒนาสถานะบุคคลสำหรับคนกลุ่มที่ 1 ..ต้องขจัดความไร้รัฐ
· คนกลุ่มนี้จะต้องได้รับการขจัดความไร้รัฐ กฎหมาย (มาตรา 38 แห่ง พ.ร.บ. ทะเบียนราษฎร 2534 แก้ไขเพิ่มเติม 2551) ยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคล (ตามมติคณะรัฐมนตรี 18 มกราคม 2548) และระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการจัดทำทะเบียนสำหรับบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน 2548 กำหนดให้กรมการปกครองจะต้องจัดให้มีทะเบียนประวัติสำหรับคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ทางปฏิบัติก็คือ คนไร้เอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคลจะต้องได้รับการสำรวจและบันทึกในแบบพิมพ์ประวัติบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (ท.ร. 38 ก.) และ ถือบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (ขึ้นต้นด้วยเลข 0)
· กรณีเด็ก เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กไร้เอกสารพิสูจน์ตน
- เด็กทุกคนที่เกิดที่โรงพยาบาล พ่อ-แม่-ญาติของเด็กจะต้องทวงถามหนังสือรับรองการเกิด (ท.ร.1/1) จากสถานพยาบาล และจะต้องนำ ท.ร. 1/1 ไปยื่นต่ออำเภอเพื่อขอแจ้งเกิด ซึ่งจะทำให้เด็กได้รับการจดทะเบียนการเกิดและได้รับสูติบัตร
- เด็กทุกคนที่เกิดนอกโรงพยาบาล ทั้งที่เกิดที่บ้านหรือนอกบ้าน ดูแลควรแจ้งการเกิดของเด็กต่อผู้ใหญ่บ้านหรือกำนัน เพื่อรับใบรับแจ้งการเกิด (ท.ร. 1 ตอนหน้า) และจะต้องนำท.ร. 1 ตอนหน้าไปยื่นต่ออำเภอเพื่อขอขอแจ้งเกิด ซึ่งจะทำให้เด็กได้รับการจดทะเบียนการเกิดและได้รับสูติบัตร
- เด็กที่เกิดจากพ่อ-แม่ไทย รวมถึงเด็กที่เกิดจากพ่อและแม่ซึ่งมีสิทธิอาศัยถาวร จะได้รับสูติบัตรประเภทท.ร. 1 (กรณีแจ้งเกิดภายใน 15 วัน) ท.ร. 2 (กรณีแจ้งเกิดเกิน 15 วัน)
- เด็กที่เกิดจากพ่อแม่มีสิทธิอาศัยชั่วคราว จะได้รับสูติบัตรประเภท ท.ร. 3
- เด็กของบุคคลที่ถือบัตรเลข 0 จะได้รับการออกสูติบัตรประเภท ท.ร. 031
- เด็กที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นแรงงานสัญชาติพม่า ลาวหรือกัมพูชาที่มีใบอนุญาตทำงานข้ามชาติที่ขึ้นทะเบียนขอรับใบอนุญาต จะได้รับการออกสูติบัตรประเภท ท.ร. 03
- กรณีเด็กที่แจ้งเกิดเกินกำหนด, เด็กแรกเกิดหรือเด็กไร้เดียงสาที่ถูกทอดทิ้ง, เด็กเร่ร่อน หรือเด็กที่ไม่ปรากฏบุพการีหรือบุพากรีทอดทิ้ง เมื่อไปแจ้งการเกิดต่อสำนักทะเบียนอำเภอ จะได้รับการออกใบรับแจ้งการเกิด (ท.ร. 100) ให้เพื่อใช้เป็นเอกสารการเกิด ในระหว่างที่การพิสูจน์สถานะการเกิดและสัญชาติเพื่อนำไปสู่การออกสูติบัตรที่ตรงกับข้อเท็จจริงของเด็ก
กลุ่ม 2-คนสัญชาติไทยที่ถูกบันทึกเป็นคนต่างด้าว
คนกลุ่มนี้เป็นคนมีสัญชาติไทย อาจโดยหลักสายโลหิตหรือโดยผลของกฎหมายที่บังคับใช้ในแต่ละช่วงเวลา ทว่ากลับถูกบันทึกและกำหนดเลขประจำตัวในเอกสารทะเบียนราษฎรว่าเป็นคนต่างด้าว สาเหตุนั้นอาจเป็นเพราะพวกเขาไม่ได้ไปแจ้งเกิด ขาดหลักฐานการแจ้งการเกิด ไม่ได้ดำเนินการเพื่อเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้านประเภทคนไทย (ท.ร. 14) เมื่อมีการจัดทำทะเบียนประวัติและบัตรประจำตัว คนกลุ่มนี้กลับได้รับการบันทึกชื่อและรายการบุคคลในแบบพิมพ์ประวัติ หรือทะเบียนบ้านคนต่างด้าวที่มีสิทธิอาศัยชั่วคราว (ท.ร. 13), หรือทะเบียนประวัติแรงงานสามสัญชาติ (ท.ร. 38/1), แบบพิมพ์ประวัติบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (ท.ร. 38 ก.) และถือบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย มีเลขประจำตัว 13 หลัก (อาจขึ้นต้นด้วยเลข 6, 7, 00) หรือถือบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (ขึ้นต้นด้วยเลข 0)
ในชีวิตประจำวัน-คนกลุ่มนี้คือคนไร้สัญชาติ ในแง่ข้อกฎหมายและสถานะทางทะเบียนราษฎร-คนกลุ่มนี้คือคนสัญชาติไทย ในระหว่างที่รอการลงรายการสัญชาติไทยใน ท.ร. ๑๔ พวกเขาจะเป็นคนต่างด้าวในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย ถูกถือเป็นคนต่างด้าวและเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย แม้การส่งตัวพวกเขาออกนอกประเทศไทยจะทำไม่ได้ หากเราพิสูจน์ได้ว่า เขาเป็นคนสัญชาติไทย แต่เราก็ไม่แน่ใจว่า มีชาวเขากี่คนที่เราตามไปพิสูจน์สัญชาติไทยให้ได้ไม่ทันเวลา และถูกส่งตัวออกไปนอกประเทศไทย อย่างไรก็ดี สำหรับบางคนในกลุ่มนี้อาจมีสิทธิอาศัยชั่วคราวหรือถาวรในรัฐไทย
แนวทางการพัฒนาสถานะบุคคลสำหรับคนกลุ่มที่ 2 ..ดำเนินการให้เป็นไทยโดยสมบูรณ์
ยื่นคำร้องเพื่อขอเพิ่มชื่อและรายการบุคคลในทะเบียนบ้านประเภทคนไทย (ท.ร. 14)
· โดยยื่นคำร้องตามข้อ 93-97 แห่งระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการจัดทำทะเบียนราษฎร 2535 เพื่อนำไปสู่การจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนไทย ได้รับการกำหนดเลขประจำตัว 13 หลัก (ขึ้นต้นด้วยเลข 5)
· ในกรณีเป็น บุคคลบนพื้นที่สูง ให้ยื่นคำร้องตามข้อ 15-16 แห่งระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการพิจารณาลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรให้แก่บุคคลบนพื้นที่สูง 2543 เพื่อนำไปสู่การจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนไทย ได้รับการกำหนดเลขประจำตัว 13 หลัก (ขึ้นต้นด้วยเลข 8)
· โดยการแสดงตนและยื่นคำขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนราษฎร (ท.ร. 14) เพื่อนำไปสู่การจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนไทย ได้รับการกำหนดเลขประจำตัว 13 หลัก (ขึ้นต้นด้วยเลข 8) ตามมาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ. สัญชาติ 2508 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 พ.ศ. 2551
องค์ประกอบของบุคคลตามมาตรา 23
1) เกิดในรัฐไทย
(1) เกิดก่อนวันที่ 14 ธันวาคม 2515 ซึ่งถูกถอนสัญชาติไทยโดยผลแห่งประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515
(2) เกิดตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2515 25 กุมภาพันธ์ 2535 และเป็นผู้ไม่ได้สัญชาติไทยโดยผลแห่งประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 (15 ธันวาคม 2515)
(3) บุตรที่เกิดจากบุคคลกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 ที่เกิดตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2535 จนถึงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2551
2) อาศัยอยู่จริงในราชอาณาจักรไทย ติดต่อกันโดยมีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร
3) มีความประพฤติดี หรือทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมหรือประเทศไทย
บุคคลทั้ง 3 กลุ่มดังกล่าวข้างต้น เป็นบุคคลที่มาตรา 23 กำหนดและรับรองให้มีสถานะเป็น ผู้มีสัญชาติไทย โดยมีผลตั้งแต่วันที่กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้คือวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551
กลุ่ม 3-ราษฎรไทยที่เป็นคนต่างด้าว เกิดในไทย
คนกลุ่มนี้คือลูกของพ่อแม่ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย เป็น (อดีตเด็ก) ต่างด้าวที่เกิดในรัฐไทย และได้รับการบันทึกชื่อและรายการบุคคลในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย อาทิ อาจมีชื่อในแบบพิมพ์ประวัติชนกลุ่มน้อย 17 กลุ่ม, ในท.ร. 38/1 ที่ใช้สำหรับบันทึกชื่อและรายการบุคคลของแรงงานข้ามชาติ 3 สัญชาติ, ท.ร. 38 ก. ทะเบียนประวัติสำหรับบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน, ทะเบียนบ้านประเภท ท.ร. 13 ในกรณีที่คนต่างด้าวกลุ่มนี้ที่มีสิทธิอาศัยชั่วคราว หรือมีชื่อในทะเบียนบ้านประเภท ท.ร. 14 ในกรณีที่คนต่างด้าวกลุ่มนี้มีสิทธิอาศัยอยู่ถาวร หรือถือใบสำคัญถิ่นที่อยู่และใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว นั่นหมายความว่า พวกเขาล้วนมีเลขประจำตัว 13 หลักแล้ว
ในบางกรณี เขาหรือเธอในคนกลุ่มนี้อาจยังมีสัญชาติใดสัญชาติหนึ่ง อาจปรากฎว่ามีชื่อในทะเบียนราษฎรของรัฐใดอีกรัฐหนึ่ง แต่ภายใต้ข้อเท็จจริงของชีวิตประจำวัน สัญชาติอื่นหรือรัฐอื่นที่มิใช่ไทย มันไม่ได้ส่งผลใดๆ กับชีวิตพวกเขาเลย คนกลุ่มนี้จึงมีสถานะทางทะเบียนราษฎรเป็นราษฎรไทยประเภทคนต่างด้าวที่เกิดในไทย ถูกถือว่ามีสถานะบุคคลเป็นคนต่างด้าว
หากพวกเขายังไม่ได้รับการรับรองจากรัฐไทยให้มีสิทธิอาศัยถาวรหรือเพียงชั่วคราว แม้พวกเขาจะเกิดในรัฐไทย ก็จะถูกถือว่าเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย โดยผลของ มาตรา 7 ทวิ พรบ. สัญชาติฯ
แนวทางการพัฒนาสถานะบุคคลสำหรับคนกลุ่มที่ 3 ..ขอมีสัญชาติไทย
· สามารถยื่นคำร้องขอสัญชาติต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรค 2 แห่งพ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 พ.ศ. 2535 เมื่อได้รับอนุญาต จะได้รับการเพิ่มชื่อและรายการบุคคลในท.ร. 14 ได้รับบัตรประจำประชาชน (ขึ้นต้นด้วยเลข 8)
· โดยการยื่นคำร้องขอมีสัญชาติไทยต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในกรณีเป็นการออกคำสั่งให้สัญชาติเป็นกรณีทั่วไป ซึ่งต้องรอหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีจะกำหนดขึ้นมา (มาตรา 7 ทวิ วรรค 2 แห่งพ.ร.บ. สัญชาติ 2508 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 พ.ศ. 2551)
อาจกล่าวได้ว่า ยังมีบุคคลอีก 2 กลุ่ม ที่ยังต้องรอมติคณะรัฐมนตรี (มติครม.) เพื่อให้สามารถใช้ช่องทางของมาตรา 7 ทวิ วรรค 2 หรือการขอมีสัญชาติไทย โดยรมต. มหาดไทยเป็นผู้อนุมัติ
· กลุ่มบุคคลที่ประเทศไทยมีนโยบายกำหนดสถานะบุคคลให้แล้ว (ตามยุทธศาสตร์จัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคล มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2548) ได้แก่
หนึ่ง-กรณีลูกของกลุ่มที่อพยพเข้ามาในประเทศและอาศัยติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปีขึ้นไป และไม่สามารถเดินทางกลับประเทศต้นทางได้ และให้สัญชาติไทยแก่ลูกที่เกิดในประเทศไทย
สอง-กรณีเด็กที่เกิดหรืออาศัยในประเทศไทย แต่ไม่มีสถานะที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเรียนอยู่ในสถานศึกษาของประเทศไทยติดต่อกันอย่างน้อย 4 ปี
· กลุ่มที่ยังไม่มีกฎหมายและนโยบาย ได้แก่ บุคคลที่มีพ่อแม่เป็นคนต่างด้าว เข้าเมืองผิดกฎหมาย โดยเข้ามานับตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2528
กลุ่ม 4-ราษฎรไทยที่เป็นคนต่างด้าว เกิดนอกประเทศไทย
ใครหลายคนที่เกิดนอกรัฐไทย แต่ด้วยเหตุผลของชีวิตหรือแรงผลักดันอื่นๆ ทำให้ต้องข้ามเส้นพรมแดนมาเข้ามาอาศัยอยู่และอาจมากกว่านั้นด้วย-แผนชีวิตที่ว่าจะลงหลักปักฐานในรัฐไทยหรือได้ลงหลักปักฐานไปแล้ว คนกลุ่มนี้อาจไร้สัญชาติ อาจไร้รัฐ ในบางกรณี เขาหรือเธอในคนกลุ่มนี้อาจยังมีสัญชาติใดสัญชาติหนึ่ง อาจปรากฎว่ามีชื่อในทะเบียนราษฎรของรัฐใดอีกรัฐหนึ่ง แต่ภายใต้ข้อเท็จจริงของชีวิตประจำวัน สัญชาติหรือรัฐอื่นที่มิใช่ไทย มันไม่ได้ส่งผลดีใดๆ กับชีวิตพวกเขาเลย
อย่างไรก็ดี สถานะทางทะเบียนราษฎรเป็นราษฎรไทยประเภทคนต่างด้าวเกิดนอกไทยของคนกลุ่มนี้มีความแตกต่างภายในกลุ่มเองด้วยเหมือนกัน คืออาจเป็น
หนึ่ง-กลุ่มคนที่เข้ามายังรัฐไทยอย่างถูกกฎหมาย มีสิทธิอาศัยชั่วคราว (มีชื่อในแบบพิพม์ประวัติ (ถ้าเข้ามาถูกกฎหมายจะต้องทำแบบพิมพ์ประวัติด้วยหรือ ไม่ยักกะรู้ เข้าใจว่ากลุ่มนี้ถ้าเข้าถูกสามารถขอเพิ่มชื่อใน ท.ร. 13 ได้หากต้องการซะอีก เช็คดูอีกทีได้มั้ยครับ) หรือท.ร. 13 และถือบัตรผู้ไม่มีสัญชาติไทย) จะต้องบอกด้วยมั้ยว่ามีกลุ่มนี้ แต่ 5x6 จะไม่ทำเกี่ยวกับกลุ่มนี้ หรือไม่ควรพูดถึงเลยเพราะเราไม่ทำกับกลุ่มนี้
สอง--กลุ่มคนที่เข้าเมืองมาถูกกฎหมายและได้รับสิทธิอาศัยถาวร (มีชื่อในมีชื่อในท.ร. 14 ถือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวและใบถิ่นที่อยู่)
สาม-เข้าเมืองมาผิดกฎหมาย และได้รับอนุญาตให้มีสิทธิอาศัยชั่วคราว (มีชื่อในแบบพิมพ์ประวัติ หรือท.ร. 13 และถือบัตรผู้ไม่มีสัญชาติไทย)
สี่-เข้าเมืองผิดมากฎหมาย และยังไม่ได้รับอนุญาตให้มีสิทธิอาศัย โดยอาจได้รับการบันทึกชื่อในแบบแบบพิมพ์ประวัติบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (ท.ร. 38 ก.) และถือบัตรผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน (ขึ้นต้นด้วยเลข 0)
แนวทางการพัฒนาสถานะบุคคลสำหรับคนกลุ่มที่ 4 ..ขอหรือแปลงสัญชาติเป็นไทย
· ขอเป็นคนต่างด้าวเข้าเมืองถูกกฎหมาย มีถิ่นที่อยู่ถาวรในประเทศไทย (มาตรา 17 พ.ร.บ. คนเข้าเมือง 2522 และยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคล ซึ่งได้รับการรับรองโดยคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2548)
· กรณีเป็นผู้หญิง อาจยื่นขอถือสัญชาติไทยตามสามี (มาตรา 9 พ.ร.บ. สัญชาติ 2508)
· โดยขอแปลงสัญชาติเป็นไทย (มาตรา 10, 11 พ.ร.บ. สัญชาติ 2508)
· ผู้อนุบาลขอแปลงสัญชาติไทยให้คนไร้ความสามารถ (มาตรา 12/ (1) พ.ร.บ. สัญชาติ 2508 แก้ไขเพิ่มเติม 2551)
· ผู้ปกครองสถานสงเคราะห์ของรัฐขอแปลงสัญชาติไทยให้ผู้เยาว์ในความดูแล (มาตรา 12/1 (2) พ.ร.บ. สัญชาติ 2508 แก้ไขเพิ่มเติม 2551)
· ผู้รับบุตรบุญธรรมขอแปลงสัญชาติไทยให้บุตรบุญธรรม (มาตรา 12/1 (3) พ.ร.บ. สัญชาติ 2508 แก้ไขเพิ่มเติม 2551)
กลุ่ม 5-ราษฎรไทยที่เป็นแรงงานต่างด้าว
กรณีของคนที่เกิดนอกไทย และเดินทางเข้ามาในประเทศไทยด้วยต้องการที่จะมาทำงานในประเทศไทย หรือหลายกรณีหนีภัยการประหัตประหารหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงเข้ามา และเพื่อที่จะสามารถมีสถานะอย่างใดอย่างหนึ่งในประเทศไทย เขาหรือเธอ เลือกที่จะขึ้นทะเบียนเป็นแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว หรือกัมพูชา
แน่นอนว่าคนกลุ่มนี้ไม่มีสัญชาติไทย อาจไร้รัฐ หรือไม่ไร้รัฐ เพราะอาจมีชื่อของเขาหรือเธอปรากฎในทะเบียนราษฎรของรัฐใดรัฐหนึ่ง เช่นเดียวกันอาจไร้สัญชาติหรือไม่ก็ได้ แต่สิ่งที่ชัดเจนคือคนกลุ่มนี้ไม่มีสัญชาติไทย มีสถานะบุคคลเป็นบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้เข้าเมืองและมีสิทธิอาศัยชั่วคราว โดยมติคณะรัฐมนตรีเป็นกรณีพิเศษเฉพาะเรื่อง (ตามมาตรา 17 พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ประกอบมติครม. ล่าสุดที่เกี่ยวข้องคือเมื่อวันที่ 2 มีนาคม และ 27 เมษายน 2547 โดยมีมติครม. ผ่อนผันรายปีในปีต่อๆ มา ในบางปี ครม. ก็มีมติผ่อนผันอนุญาตให้ลูกของแรงงาน มีสิทธิอาศัยชั่วคราว) และอยู่ระหว่างรอการส่งกลับ โดยคนกลุ่มนี้จะได้รับการบันทึกในทะเบียนราษฎรของไทยประเภท ท.ร. 38/1 ถือบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย มีเลขประจำตัว 13 หลัก ขึ้นต้นด้วยเลข 00 ภายในดินแดนรัฐไทย ในแง่ของสถานะทางทะเบียนราษฎรของรัฐไทย คนกลุ่มนี้จึงไม่ไร้รัฐ ไม่ไร้สถานะทางทะเบียน แต่มีสถานะเป็นราษฎรไทย
ภายใต้ความตกลงระหว่างรัฐไทยกับรัฐพม่า ลาวและกัมพูชา คนกลุ่มนี้จะต้องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติกับรัฐต้นทาง หากได้รับการยอมรับว่าเป็นคนชาติของรัฐต้นทาง เขาหรือเธอจะได้รับหนังสือเดินทางชั่วคราวที่ออกโดยรัฐเจ้าของสัญชาติ คนกลุ่มนี้จะไม่ไร้สัญชาติ และจะเป็นบุคคลใน 2 ทะเบียนราษฎร คือเป็นราษฎรไทยและราษฎรของรัฐต้นทางซึ่งเป็นรัฐเจ้าของสัญชาติ
ในกรณีที่พิสูจน์สัญชาติไม่ผ่านหรือถูกปฏิเสธสัญชาติจากรัฐต้นทาง ข้อเท็จจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ คนกลุ่มนี้จะยังคงต้องอาศัยในรัฐไทยต่อไปอีก จากประสบการณ์การจัดการประชากรต่างด้าวของรัฐไทย มีความเป็นไปได้ว่าคนกลุ่มนี้อาจสามารถร้องขอสิทธิอาศัยถาวรหรือขอมีสัญชาติไทย หากสภาวะความกลมกลืนกับสังคมไทยของคนกลุ่มนี้ปรากฎขึ้นอย่างชัดเจนแล้ว
แนวทางการพัฒนาสถานะบุคคลสำหรับคนกลุ่มที่ 5 ..ขอหรือแปลงสัญชาติเป็นไทย
· เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติกับประเทศต้นทาง เพื่อได้รับเอกสารยืนยันความเป็นคนชาติของประเทศต้นทาง (อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกต ว่าลูกของแรงงาน รวมถึงผู้ติดตามแรงงาน ไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติได้ เนื่องเพราะยังไม่มีนโยบายให้คนสองกลุ่มนี้สามารถพัฒนาสถานะบุคคลได้)
· กรณีที่แรงงานพิสูจน์สัญชาติไม่ผ่าน ก็จะมีสถานะเป็นคนไร้สัญชาติ

|