Home

Custom Search

มาตรการที่เสนอให้รัฐไทยพึ่งมีสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจข้ามชาติในประเทศไทย : ข้อเสนอแนะในการปฏิรูปกฎหมายเศรษฐกิจของประเทศไทย

โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร

คัดจากส่วนหนึ่งในรายงานผลการวิจัยเรื่อง “การส่งเสริมการแข่งขันกันอย่างยุติธรรมระหว่างธุรกิจของไทยด้วยกันเองและระหว่างธุรกิจของคนไทยกับธุรกิจข้ามชาติ” สนับสนุนการวิจัยโดย ธนาคารโลก และ สกว.

เมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๓

----------------------------------------------

การศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับ “วิสาหกิจข้ามชาติ” ในบทที่ผ่านทำให้เข้าใจพฤติกรรมของนานารัฐที่มีมักจะมีการกระทำทั้งในทางนิติบัญญัติหรือบริหารเพื่อควบคุมวิสาหกิจข้ามชาติ จะเห็นว่า การลงทุนข้ามชาติอาจนำมาทั้งคุณประโยชน์และโทษต่อประเทศผู้รับการลงทุนนั้น

เราอาจจำแนกข้อเสนอแนะในการปฏิรูปกฎหมายเศรษฐกิจของประเทศไทยตามประเภทของปัญหาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในสถานการณ์ปัจจุบันดังต่อไปนี้ กล่าวคือ

----------------------------------------------

๑.            ปัญหาการเข้ามาแย่งใช้ทรัพยากรของวิสาหกิจข้ามชาติ

----------------------------------------------

๑.๑.      แนวคิดที่จะกำกับดูแลการใช้ทรัพยากรของวิสาหกิจข้ามชาติ

----------------------------------------------

แม้การลงทุนข้ามชาติจะทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศไทยขยายตัวมากขึ้น แต่กิจกรรมนี้ก็จะมีผลให้วิสาหกิจข้ามชาตินี้เข้ามาแย่งใช้ทรัพยากรบางส่วนของประเทศไทย ซึ่งทรัพยากรบางประเภท โดยเฉพาะทรัพยากรธรรมชาติ เป็นสิ่งที่ถือกันว่า เป็นสาธารณสมบัติของประเทศเจ้าของดินแดน นานารัฐจึงมักจะมีกฎหมายที่มุ่งห้ามหรือกำกับดูแลการเข้าใช้ประโยชน์ของบุคคลที่มิใช่คนชาติ จะเห็นว่า การปิดโอกาสที่วิสาหกิจข้ามชาติจะเข้ามาใช้ประโยชน์ทรัพยากรของชาตินั้น เป็นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์สูงสุดในบางกรณี อาทิ การผูกขาดการใช้คลื่นความถี่ในประเทศไทยย่อมส่งผลให้การพัฒนาการทางด้านสื่อสารของประเทศไทยนั้นล่าช้าและล้าสมัย เนื่องจากผู้ประกอบการไทยยังไม่มีเทคโนโลยีที่ดีพอในทางการสื่อสาร แต่การเปิดเสรีให้ใช้ประโยชน์ก็น่าจะเป็นโทษเช่นกัน โดยเฉพาะในยุคนี้ซึ่งความสามารถในการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการไทยด้านโทรคมนาคมยังมีศักยภาพทางเทคโนโลยีที่ด้อยกว่าผู้ประกอบการต่างด้าวซึ่งมีความเหนือกว่าทั้งด้านการเงิน การตลาด และเทคโนโลยี

----------------------------------------------

๑.๒.   ข้อเสนอแนะในการปฏิรูป

----------------------------------------------

การควบคุมการใช้ประโยชน์ทรัพยากรในลักษณะที่เหมาะสมจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดในยุคปัจจุบัน ความเหมาะสมของการกำกับดูแลนั้นน่าจะตั้งอยู่บน “ความเป็นธรรม” ระหว่างฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การเอารัดเอาเปรียบผู้ประกอบการข้ามชาติจนทำให้ผู้ประกอบการมิอาจได้รับผลกำไรเลยนั้น ย่อมจะเป็นสิ่งที่มิชอบ การแสวงผลกำไรเป็นเรื่องที่เป็นเป้าหมายสุดท้ายของการค้าและการลงทุนอย่างปฏิเสธมิได้ การบังคับยึดทรัพย์หรือการโอนทรัพย์สินของนักลงทุนข้ามชาติมาเป็นของรัฐโดยไม่มีเหตุผลเพื่อประโยชน์สาธารณะย่อมเป็นสิ่งที่มิชอบ และหากจะต้องกระทำการเช่นนั้น ก็จะต้องมีการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการข้ามชาติ

นอกจากนั้น ในสถานการณ์ที่เป็นปกติ การบังคับยึดทรัพย์หรือการโอนทรัพย์สินของนักลงทุนข้ามชาติมาเป็นของรัฐย่อมจะต้องเป็นผลมาจากการพิจารณาของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งไม่เลือกปฏิบัติระหว่างคนชาติและคนต่างด้าว

จะเห็นว่า ประเทศไทยนั้นก็ได้ยอมรับหลักการดังกล่าวทั้งในกฎหมายภายในของประเทศไทยเอง[1] และสนธิสัญญาที่ผูกพันประเทศไทย[2]

----------------------------------------------

๒.           ปัญหาความมั่นคงทางการเงินและการลงทุนข้ามชาติ

----------------------------------------------

๒.๑.             แนวคิดที่จะกำกับดูแลการนำเงินตราออกไปนอกประเทศของวิสาหกิจข้ามชาติ

----------------------------------------------

นอกจากนั้น แม้จะยอมรับให้นักลงทุนข้ามชาติเข้ามาประกอบการในประเทศของตน รัฐก็ตระหนักดีว่า เมื่อผู้ลงทุนข้ามชาติมาลงทุนในประเทศไทย ไม่ว่าจะด้วยการนำเงินตราต่างประเทศหรือเทคโนโลยี ผู้ลงทุนนั้นก็มีเป้าหมายสุดท้ายที่จะนำผลกำไรที่ได้รับจากการประกอบการนั้นกลับออกไปจากประเทศของตน เพื่อประโยชน์ของรัฐต่างประเทศอื่น รัฐผู้รับการลงทุนจึงต้องกำกับดูแลกระแสออกของเงินได้ของวิสาหกิจข้ามชาติ ทั้งนี้ โดยมิให้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเงินภายในประเทศของตน แต่อย่างไรก็ตาม การจำกัดเสรีภาพในการส่งผลกำไรกลับไปยังประเทศเจ้าของแหล่งที่มาของทุนข้ามชาติย่อมเป็นสิ่งที่ทำมิได้ เพราะการกระทำดังกล่าวย่อมทำลายบรรยากาศการลงทุน อันจะทำให้ไม่มีการลงทุนข้ามชาติอีกต่อไปในประเทศของตน เนื่องจากผู้ลงทุนข้ามชาติขาดความเชื่อมั่นในการประกอบการ ซึ่งผลลัพธ์ในสถานการณ์นั้นเป็นโทษอย่างยิ่งต่อการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ

----------------------------------------------

๒.๒.  ข้อเสนอแนะในการปฏิรูป

----------------------------------------------

ดังนั้น ในลักษณะเดียวกับเรื่องทรัพยากร วิธีการที่จะเอื้ออำนวยต่อประโยชน์ของประเทศมากที่สุด จึงได้แก่ การยอมรับให้นักลงทุนข้ามชาติเข้ามาแสวงกำไรและนำกำไรนั้นออกไปจากประเทศ โดยมีรัฐเจ้าของประเทศคอยควบคุมให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจนั้นอยู่ในจุดที่สมดุลย์

กฎหมายไทยที่มีผลกำหนดในเรื่องการนำเงินออกไปจากประเทศไทยของผู้ลงทุนต่างด้าว ก็คือ พ...ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.. ๒๔๘๕[3] ซึ่งกฎหมายนี้ให้อำนาจแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่จะเข้าดูแลกระแสเงินเข้าออกประเทศไทยได้อย่างครอบคลุม ปัญหาความผิดพลาดในเรื่องการควบคุมกิจกรรมทางการเงินของธุรกิจข้ามชาติอันเป็นภัยต่อความมั่นคงทางการเงินของประเทศไทยจึงมิใช่ปัญหาทางกฎหมาย แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความโปร่งใส ความรอบรู้ และความเท่าทันทางเศรษฐกิจของระบบการบริหารจัดการตลาดเงินของฝ่ายบริหารของไทย กระบวนการทางกฎหมายที่อาจถูกปฏิรูปในสถานการณ์ปัจจุบัน ก็คือ กระบวนการสร้าง “กลไกในการจัดการ” ในการป้องกัน ตรวจสอบ และการปราบปรามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่อาจนำมาซึ่งภัยต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ กระบวนการจัดการที่ไม่มีพื้นฐานทางกฎหมายอาจไม่มีประสิทธิภาพและไม่มีความชัดเจนในเป้าหมายเท่ากระบวนการที่กำหนดโดยกฎหมาย แต่กระบวนตามกฎหมายนี้ก็อาจไม่ยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ทางการเงินระหว่างประเทศในปัจจุบันที่ค่อนข้างรวดเร็วและซับซ้อน

----------------------------------------------

๓.            ปัญหาเอกราชทางเศรษฐกิจและการลงทุนข้ามชาติ

----------------------------------------------

๓.๑.              แนวคิดที่จะกำกับดูแลการครอบงำทางเศรษฐกิจของวิสาหกิจข้ามชาติ

----------------------------------------------

แม้การเข้ามาของนักลงทุนข้ามชาติอาจจะทำให้คนต่างด้าวที่มีภูมิลำเนาต่างประเทศเข้ามาร่วมใช้ประโยชน์ในทรัพยากรแห่งชาติและนำผลกำไรออกไปจากประเทศผู้รับการลงทุน แต่ก็เป็นที่ยอมรับกันว่า การลงทุนข้ามชาติจะทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศผู้รับการลงทุนขยายตัวมากขึ้น และผลที่ตามหลังจากการเพิ่มขึ้นของวิสาหกิจในดินแดนของประเทศดังกล่าว ก็คือ ประเทศดังกล่าวย่อมจะกลายเป็น “ศูนย์กลางทางการค้าระหว่างประเทศ” กระแสแลกเปลี่ยนหมุนเวียนทางเศรษฐกิจย่อมนำมาซึ่งการเพิ่มขึ้นของงานและเงินได้ของวิสาหกิจในดินแดนของรัฐนั้นๆ แต่อย่างไรก็ตาม ภาพบวกของเรื่องก็คือยังภาพติดลบที่อาจเกิดขึ้น กล่าวคือ ความเป็นไปได้ที่อำนาจทางเศรษฐกิจอาจจะไม่อยู่ในมือของวิสาหกิจไทย กรณีอาจนำไปสู่การเสียเอกราชทางเศรษฐกิจและปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

----------------------------------------------

๓.๒.   ข้อเสนอแนะในการปฏิรูปในส่วนที่ ๒

----------------------------------------------

แนวคิดนี้จึงสนับสนุนให้มีประเทศผู้รับการลงทุนมีกฎหมายออกมากำหนดจุดสมดุลย์ระหว่างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของรัฐเจ้าของดินแดนและเสรีภาพในการประกอบธุรกิจของนักลงทุนข้ามชาติ

ในปัจจุบัน ประเทศไทยเองก็มีกฎหมายซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการป้องกันและปราบปรามการครอบงำทางเศรษฐกิจของวิสาหกิจข้ามชาติหลายฉบับ ซึ่งฉบับที่เป็นกฎหมายบททั่วไป (General Law) ก็คือ พ...การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ..๒๕๔๒ นอกจากนั้น ยังมีกฎหมายพิเศษ (Special Law) สำหรับธุรกิจเฉพาะหลายฉบับ อาทิ พ...การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ..๒๕๒๒ พ...ประกันวินาศภัย พ..๒๕๓๕ พ...ประกันชีวิต พ..๒๕๓๕ พ...ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ..๒๕๓๕

การปฏิรูปกฎหมายในเรื่องนี้น่าจะมีอยู่ใน ๒ ลักษณะ กล่าวคือ () การปฏิรูปตัวบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่มิได้เป็นไปโดยสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย () การปฏิรูปวิธีการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

----------------------------------------------

๔.      ปัญหาการลงทุนข้ามชาติอันเกี่ยวกับชื่อเสียงทางการค้าของประเทศและความมั่นคงทางเทคโนโลยีแห่งชาติ

----------------------------------------------

๔.๑.             แนวคิดที่จะส่งเสริมการผลิตหรือการบริการภายใต้ชื่อทางการค้าของประเทศไทย

----------------------------------------------

ความเป็น “ศูนย์กลางทางการค้าระหว่างประเทศ” อาจจะทำให้ประเทศผู้รับการลงทุนกลายสภาพจากประเทศที่ไม่เป็นที่รู้จักในประชาคมโลก มาเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงในประชาคมโลกและได้รับความเชื่อมั่นในศักยภาพทางเศรษฐกิจ แต่อย่างไรก็ตาม หากชื่อเสียงทางการค้าและศักยภาพทางเศรษฐกิจนั้นมิได้มีสาเหตุมาจากการผลิตและการบริการของผู้ประกอบการท้องถิ่น หากแต่เป็นผลของการประกอบการของนักธุรกิจที่ข้ามชาติเข้ามา หากชื่อเสียงทางการค้าและศักยภาพทางเศรษฐกิจนั้นก็จะไม่มีความมั่นคง เพราะความเป็นอยู่นี้อาจสิ้นสุดลงเพียงเมื่อนักธุรกิจผู้เป็นแหล่งที่มาของชื่อเสียงทางการค้าและศักยภาพทางเศรษฐกิจนั้นได้เดินทางออกไปจากประเทศผู้รับการลงทุน ในสถานการณ์นี้ การขยายตัวของประเทศในทางเศรษฐกิจจึงไม่มีเสถียรภาพ กล่าวคือ มีลักษณะของฟองสบู่ เกิดขึ้นและสิ้นสุดอย่างรวดเร็ว

----------------------------------------------

๔.๒.   ข้อเสนอแนะในการปฏิรูป

----------------------------------------------

ความเป็นไปได้ในการแก้ไขปัญหาการผลิตหรือการบริการโดยไม่มีตัวตนและศักยภาพที่แท้จริง ก็คือ การสร้างโอกาสและความเป็นไปได้ที่จะทำการถ่ายทอดเทคโนโลยีในการผลิตและการบริการจากผู้ประกอบการข้ามชาติมาสู่ผู้ประกอบการภายในประเทศไทย จะเห็นว่า การออกกฎหมายมาบังคับให้ผู้ประกอบการข้ามชาติต้องทำการถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือการละเลยไม่บังคับการตามกฎหมายเพื่อคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของผู้ประกอบการข้ามชาตินั้น คงจะเป็นวิธีการที่นำไปสู่การโต้แย้งในเวทีการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่การตอบโต้กับสินค้าหรือบริการอื่นของนักลงทุนจากประเทศไทยในรัฐต่างประเทศที่สูญเสียประโยชน์ทางเศรษฐกิจ วิธีการแก้ไขที่น่าจะเป็นไปได้ในยุคปัจจุบัน จึงได้แก่ การเสริมศักยภาพทางเทคโนโลยีและการตลาดให้แก่นักลงทุนไทยให้มีความสามารถที่จะได้มาซึ่งชื่อเสียงทางการค้าที่เป็นของตนเองและความรอบรู้เทคโนโลยีที่อาจดำเนินการผลิตและบริการได้เมื่อผู้ประกอบการข้ามชาตินั้นย้ายฐานทางธุรกิจจากไป จะเห็นว่า กระบวนการแก้ไขปัญหาเป็นเรื่องของการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประการหนึ่ง และเป็นเรื่องของการบริหารงานบุคคลเพื่อพัฒนาศักยภาพเพื่อเข้าสู่ตลาดระหว่างประเทศของนักธุรกิจในประเทศไทย อีกประการหนึ่ง กฎหมายไม่ว่าโดยเนื้อหาหรือวิธีการจึงไม่ใช่ปัจจัยเบื้องต้นในการแก้ไขปัญหา บทบาทของกฎหมายในสถานการณ์นี้จึงเป็นเรื่องของการเสริมปัจจัยหลักทั้ง ๒ ประการดังกล่าว

การปฏิรูปกฎหมายเพื่อการนี้น่าจะเกิดขึ้นใน ๒ ลักษณะ กล่าวคือ () กฎหมายอาจถูกใช้เพื่อปรับบทบาทของภาคราชการให้มีลักษณะที่ไม่เป็นอุปสรรคต่องานพัฒนาทั้งสอง () กฎหมายอาจถูกใช้เพื่อลดภาระอันเป็นต้นทุนของการผลิตและการบริการให้แก่ผู้ประกอบการในประเทศไทยที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการปรับศักยภาพเพื่อเข้าสู่ตลาดการค้าระหว่างประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม การดำเนินการในประการหลังจะต้องพยายามมิให้มีวิธีการที่ต้องห้ามตามกฎเกณฑ์ของ WTO การกระทำที่ขัดต่อกฎเกณฑ์ดังกล่าวอาจนำมาซึ่งผลทางลบต่อธุรกิจของประเทศไทยในเวทีการค้าระหว่างประเทศ

----------------------------------------------

๕.           ปัญหาการสร้างงานในประเทศไทยและการลงทุนข้ามชาติ

----------------------------------------------

๕.๑.             แนวคิดเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิในการทำงานของคนต่างด้าวในประเทศไทย

----------------------------------------------

การขยายตัวทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากการค้าและการลงทุนข้ามชาติย่อมนำมาซึ่งการจ้างงานจำนวนมากในประเทศผู้รับการลงทุน แต่สถานการณ์นี้ ไม่หมายความว่า ราษฎรไทยจะได้รับการจ้างงานทั้งหมด หากมิได้มีการควบคุมการทำงานของคนต่างด้าวในประเทศผู้รับการลงทุน มีความเป็นไปได้ที่ผู้ประกอบการข้ามชาติจะไม่ใช้แรงงานท้องถิ่น โดยนำแรงงานต่างชาติที่ถูกกว่า หรือนำแรงงานของตนเข้ามาทำงานแทนด้วยความตั้งใจที่จะหวงกันเทคโนโลยีที่ตนมี ประเทศผู้รับการลงทุนจึงมักจะมีกฎหมายที่ควบคุมการทำงานของคนต่างด้าวในประเทศของตน  แต่อย่างไรก็ตาม จุดที่สมดุลย์ที่สุดมิใช่การห้ามคนต่างด้าวทำงานในประเทศไทยโดยสิ้นเชิง การทำงานของคนต่างด้าวยังจำเป็นสำหรับงานที่คนท้องถิ่นไม่ทำหรืองานที่ยังต้องการการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ แต่ปัญหาที่ยากที่สุดก็คือ ความสามารถที่จะทราบว่า จุดที่สมดุลย์ที่สุดตั้งอยู่ ณ ที่ใด

----------------------------------------------

๕.๒.   ข้อเสนอแนะในการปฏิรูป

----------------------------------------------

ความเป็นไปได้ในการแก้ไขปัญหาการควบคุมการจ้างงานคนต่างด้าวในประเทศไทย ก็คือ () การห้ามมิให้คนต่างด้าวที่มิใช่ราษฎรไทยประกอบอาชีพที่ราษฎรไทยทำได้ () การอนุญาตให้คนต่างด้าวทำงานได้ในเงื่อนไขที่ไม่แย่งงานคนไทย และ () การส่งเสริมการฝึกอาชีพซึ่งจำเป็นต่อเศรษฐกิจไทยแต่ราษฎรไทยยังทำไม่เป็นให้แก่ราษฎรไทย

เมื่อพิจารณากฎหมายไทยที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน[4] จะเห็นว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องก็ยอมรับแนวคิดข้างต้น แต่ในความรับรู้ของประชาชนโดยทั่วไป กฎหมายดังกล่าวไม่ได้ถูกบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย การปฏิรูปกฎหมายในสถานการณ์นี้จะทำได้ก็ต่อเมื่อข้อมูลในการเรื่องการทำงานของราษฎรไทยเป็นไปอย่างชัดเจน ปัญหาแรงงานต่างชาติที่แก้ไขเกือบไม่ได้ในประเทศไทยเป็นผลมาจากความไม่รู้ข้อมูลพื้นฐานแห่งปัญหาและการโต้แย้งของฝ่ายที่เกี่ยวข้องในเรื่องแนวทางแก้ไขปัญหา

----------------------------------------------

๖.            ปัญหาการครอบงำทางวัฒนธรรมและการลงทุนข้ามชาติ

----------------------------------------------

๖.๑.    แนวคิดเรื่องการส่งเสริมการบริโภคสินค้าและบริการในวิถีไทย

----------------------------------------------

การครอบงำทางเศรษฐกิจย่อมจะนำมาซึ่งความนิยมในรูปแบบของสินค้าและบริการตามค่านิยมของผู้ประกอบการข้ามชาติ อันจะส่งผลกระทบต่อการสูญสลายของการบริโภคสินค้าและบริการตามวิถีไทย และผลสุดท้ายก็คือ การครอบงำทางวัฒนธรรมที่อาจเกิดขึ้น ผลลัพธ์ดังกล่าวจะส่งผลย้อนกลับมาสู่ความเป็นทาสทางเศรษฐกิจอย่างถาวร ความถูกกลืนทางวัฒนธรรมอาจนำไปสู่การบริโภคขั้นพื้นฐานในสินค้าที่จะต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ความเป็นไปได้ที่จะมีเศรษฐกิจที่พอเพียงภายในขอบเขตแห่งรัฐไทยก็จะลดระดับลงจนมิใช่ภาคเศรษฐกิจหลักของประเทศไทย และสูญสิ้น “อัตลักษณ์แห่งชาติ” (National Identity) ของประเทศไปจนสิ้น

----------------------------------------------

๖.๒.   ข้อเสนอแนะในการปฏิรูป

----------------------------------------------

เพื่อต่อต้านการถูกกลืนทางวัฒนธรรม ความจำเป็นที่จะเสริมสร้างตัวตนทางวัฒนธรรมของชาติเป็นงานที่สำคัญและเร่งด่วน การเสริมสร้างนั้นจะต้องทำในระบบการศึกษาแห่งชาติ ในสถานการณ์นี้เช่นกัน กฎหมายเป็นปัจจัยเสริม กฎหมายทำหน้าที่อย่างดีที่สุดได้ในเรื่องการกำหนดบทบาทของภาครัฐมิให้เป็นอุปสรรคต่อกระบวนการปฏิรูปการศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรมแห่งชาติ และกำหนดหน้าที่ของภาครัฐที่จะกระทำการเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางวัฒนธรรมให้แก่สังคมไทย ดังที่ปรากฏใน พ...การศึกษาแห่งชาติ พ..๒๕๔๒

----------------------------------------------

๗.           ปัญหาการยอมรับความเท่าเทียมกันระหว่างธุรกิจไทยและธุรกิจต่างด้าว

----------------------------------------------

๗.๑.             แนวคิดเกี่ยวกับการยอมรับความเท่าเทียมกันระหว่างธุรกิจไทยและธุรกิจต่างด้าว

----------------------------------------------

ในการรับฟังแนวคิดในเวทีเสวนา เป็นที่ชัดเจนว่า แนวคิดทั่วไปเห็นว่า บทบาทของรัฐต่อการค้าระหว่างประเทศควรอยู่ในรูปแบบการให้การสนับสนุนต่อภาคเอกชน และการเข้ามากำกับดูแลเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการธุรกิจ บทบาทของรัฐในแง่การควบคุมจะเกิดขึ้นเมื่อต้องการให้เกิดความมั่นคงของรัฐไม่ว่าจะด้านเศรษฐกิจและสังคมก็ตาม ดังนั้นในกลไกตลาดเสรี รัฐก็น่าจะอยู่ในบทบาทการกำกับดูแลมากกว่าการควบคุม[5] รัฐย่อมจะไม่แทรกแซงตลาดโดยไม่มีเหตุอันจำเป็น

แต่ปัญหาก็คือ เมื่อโดยหลักการ รัฐไทยย่อมไม่มีการเลือกปฏิบัติต่อผู้ประกอบการข้ามชาติ หลักความเท่าเทียมระหว่างผู้ประกอบการย่อมใช้ได้ทั้งต่อผู้ประกอบการข้ามชาติด้วยหรือไม่ ?

ขอให้สังเกตว่า สิทธิขั้นพื้นฐานทางเศรษฐกิจได้รับการยอมรับว่า เป็นสิทธิมนุษยชนแขนงหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม สิทธิของปัจเจกชนมิอาจมีค่าเหนือสิทธิของมหาชน

แต่มีปัญหาที่ถกเถียงกันว่า ประเทศไทยถูกบังคับให้ต้องยอมรับที่จะประกันสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานทางเศรษฐกิจของคนต่างด้าวด้วยหรือไม่ ? มาตรา ๘๕ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ..๒๕๔๐ มีผลครอบไปถึงการประกันสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพของคนต่างด้าวในประเทศไทย[6]หรือคนไทยในต่างประเทศด้วยหรือไม่ ? มีพันธกรณีระหว่างประเทศที่ผูกพันประเทศไทยให้ต้องเคารพสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพของคนต่างด้าวในประเทศไทยหรือคนไทยในต่างประเทศด้วยหรือไม่ ?

----------------------------------------------

๗.๒.  ข้อเสนอแนะในการปฏิรูป

----------------------------------------------

ในปัญหานี้และในวันนี้ การวิจัยยังไม่อาจบรรลุต่อการค้นพบแนวคิดทั่วไปของสังคม มีแนวคิดที่แตกแยกเป็น ๒ แนว กล่าวคือ ฝ่ายหนึ่งไม่เห็นความชอบธรรมในแง่หลักการที่จะเลือกปฏิบัติต่อคนต่างด้าวหรือคนข้ามชาติ ในขณะที่อีกฝ่ายเห็นเป็นความชอบธรรมที่จะเลือกปฏิบัติต่อคนต่างด้าวหรือคนข้ามชาติ แต่อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์อันจำเป็นต่อผลประโยชน์โดยรวมของประเทศไทย ฝ่ายแรกก็เห็นชอบที่ประเทศไทยจะมีแนวคิดในลักษณะที่เป็นชาตินิยม แต่อย่างไรก็ตาม ความเป็นไทยของบุคคลนั้นก็ยังเป็นปัญหาที่ยังหาข้อยุติในทางแนวคิดมิได้ในประเทศไทย

----------------------------------------------

๘.           ข้อคิดประการสุดท้ายที่ค้นพบและโจทย์ต่อไปของการวิจัย

----------------------------------------------

สถานการณ์ที่ประเทศไทยมีวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ จนทำให้ต้องยอมรับการลงทุนของคนข้ามชาติอย่างปฏิเสธมิได้และอย่างจำยอมนี้ เป็นสาเหตุแห่งความไม่วางใจการลงทุนข้ามชาติใช่หรือไม่ ? และความไม่สามารถบังคับชำระหนี้ที่นักลงทุนไทยมีในต่างประเทศหรือการที่นักลงทุนไทยประสบปัญหาหนี้ที่ไม่อาจชำระได้ในปัจจุบันนั้น เป็นสาเหตุแห่งความไม่วางใจในระบบกฎหมายเศรษฐกิจของประเทศไทยใช่หรือไม่ ?

ความไร้ประสิทธิภาพในการใช้กฎหมายแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจนั้น เป็นปัญหาที่กล่าวโทษว่าเป็นการกระทำของนักลงทุนข้ามชาติได้ทั้งหมดจริงหรือ ? อีกส่วนหนึ่งของปัญหาอาจจะมาจากความล้าสมัยของแนวคิดและบทบัญญัติแห่งกฎหมายเศรษฐกิจนั้นเอง แต่ในหลายส่วน ซึ่งอาจจะเป็นกรณีข้างมากนั้น ความไร้ประสิทธิภาพในการใช้กฎหมายแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจนั้นน่าจะมีสาเหตุมาจากความไม่ชัดเจนของทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจไทย ข้อเสนอที่ชัดเจนของการเสวนาเพื่อระดมความคิดเห็นประการหนึ่ง ก็คือ ความจำเป็นที่จะมี “แผนแห่งชาติเพื่อการปฏิรูปกฎหมายเศรษฐกิจ” ที่ชี้นำในฐานะ “แผนยุทธศาสตร์ในการปฏิรูประบบเศรษฐกิจของประเทศไทย”[7]

เมื่อทิศทางทางเศรษฐกิจแจ่มชัด ก็เป็นหน้าที่ของนักกฎหมายซึ่งเป็น “วิศวกรสังคม” ที่จะจัดแจง () แก้ไขบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้มีความสอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจที่สรรค์สร้างขึ้นใหม่ () แก้ไขวิธีคิดในการบังคับใช้กฎหมาย และ () สร้างกลไกของกฎหมายที่ไม่เป็นอุปสรรคและเอื้ออำนวยต่อแนวคิดใหม่ในสังคมไทย

-----------------------------------

 



[1] อาทิ พ...ส่งเสริมการลงทุน พ..๒๕๒๑ พ...การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ..๒๕๒๒ และ พ...ปิโตรเลียม พ..๒๕๑๒

[2] อาทิ ความตกลงว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนและคุ้มครองทรัพย์สินที่ใช้ในการลงทุนที่ผูกพันประเทศไทยกับประเทศเยอรมัน ประเทศเบลเยี่ยม และประเทศอังกฤษ นอกจากนั้น ยังปรากฏใน กติกาของสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค..๑๙๖๖

[3] ใน:ราชกิจจานุเบกษา, ๒๔๘๕, เล่ม ๗ หน้า ๒๗๙ ลงวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ พ..๒๔๘๕ ซึ่งถูกแก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติฯพุทธศักราช ๒๔๘๖, ใน:ราชกิจจานุเบกษา, ๒๔๘๖, เล่ม ๒๗ หน้า ๘๒๐ ลงวันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ..๒๔๘๖

[4]  อาทิ พ...สงเคราะห์อาชีพแก่คนไทย พ..๒๔๙๙, มาตรา ๑๒ () แห่ง พ...คนเข้าเมือง พ..๒๕๒๒, ...การทำงานของคนต่างด้าว พ..๒๕๒๑ พ...ส่งเสริมการลงทุน พ..๒๕๒๑ และ พ...การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ..๒๕๒๒

[5] ความคิดเห็นของคุณศรเทพ เกตุแก้ว และนอกจากนั้นความคิดนี้ได้เป็นที่ยอมรับมากในวงเสวนา

[6] ปัญหาตั้งโดยอาจารย์พรชัย วิวัฒน์ภัทรกุล

[7] แนวคิดที่เสนอโดยอาจารย์เกริก วนิชกุล

จำนวนผู้ที่เข้าชมในหน้านี้ 001829