Home

Custom Search

อายุ (โพ) นามเทพ : คนไร้รัฐและมนุษย์ล่องหน

โดย อายุ (โพ) นามเทพ

๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๘

----------------------------

คุณเคยอยู่ท่ามกลางคนหมู่มาก ยืนต่อหน้าคนนับพันและยังรู้สึกว่าตนเองเป็นมนุษย์ล่องหน ไม่มีตัวตนหรือไม่ นั่นแหละ คือตัวฉันล่ะ และถ้าบังเอิญคุณก็เป็นอย่างที่ฉันเป็นอยู่ ก็อย่าได้หยุดเรียกร้อง สิทธิ์การเป็นคนของคุณเลยนะ

 

ฉันชื่ออายุ โพ มีเชื้อสายกะเหรี่ยง เกิดในหมู่บ้านกะเหรี่ยงใกล้ชายแดนพม่าเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๘ ครอบครัวของเราประสบเคราะห์กรรม ถูกทหารพม่าตามล่าเอาชีวิตจนในที่สุดพ่อจึงพาครอบครัวซึ่งก็มีแม่ พี่สาว และฉันซึ่งยังเป็นทารกอยู่หนีตายเข้ามาในประเทศไทยทางด่านอ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน

 

พ่อของฉันเป็นคนมีการศึกษา เรียนจบจากมหาวิทยาลัยร่างกุ้งมาก่อน ท่านจึงทำทุกอย่างให้ ถูกต้องตามกระบวนการกฏหมาย รายงานตัวต่อตม. ทำจดหมายถึงท่านนายกฯ ขอลี้ภัยทางการเมือง จนในที่สุดเราก็ได้หนังสือจากมหาดไทยให้ลี้ภัยอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๒ พ่อและพี่สาวคนโต ของฉันไปเข้าเรียนในโรงเรียนศึกษาผู้ใหญ่ในอ.แม่สะเรียงจนสามารถสอบเทียบได้ ป.๔ สามารถอ่านและ เขียนภาษาไทยได้เป็นอย่างดี

 

ฐานะของเราค่อนข้างยากจน แต่พ่อและแม่ก็ใช้ความรู้ที่มีอยู่หาเลี้ยงครอบครัวทุกทาง ไม่ว่าจะเป็นการทำขนมปัง ถักเสื้อไหมพรม สอนภาษาอังกฤษ แต่แม่สะเรียงก็เป็นเพียงเมืองเล็กๆ รายได้ของเราแทบจะไม่พอกิน ฉันยังจำได้ถึงวันที่เราต้องกินข้าวคลุกน้ำมันกับเกลือ หรือต้มข้าวคั่วกับ ใบชะพลูเป็นกับข้าวบ่อยๆ แต่ฉันไม่ค่อยรู้หรอกว่านั่นคือความลำบาก เพราะเพื่อนบ้านในละแวกเดียวกันก็ ไม่ได้อยู่ดีกินดีกว่าพวกเราเท่าใดนัก

 

ฉันเข้าโรงเรียนเมื่ออายุ ๗ ขวบ รู้สึกว่าตัวเองเข้าโรงเรียนช้า เพราะเพื่อนที่อยู่ ข้างบ้านเขาเข้าโรงเรียนไปก่อนหน้าฉันไปแล้ว ๑ ปี ใจก็หวั่นๆเพราะรู้ว่าคนอื่นเขาเรียนชั้นอนุบาลมาก่อน อ่าน ก.ไก่ ข.ไข่ ได้แล้วแต่ฉันยังอ่านหนังสือไทยไม่ออก เพราะอยู่บ้านแม่สอนให้อ่านแต่ภาษาอังกฤษ ตอนนั้นฉันอ่านการ์ตูนและเขียนจดหมายถึงพี่สาวที่ไปเรียนอยู่ที่เชียงใหม่เป็นภาษาอังกฤษตลอด พ่อบอกว่า “ไม่ต้องไปกลัวหรอก หนังสือไทยอ่านไม่ยาก เรียนเดี๋ยวเดียวก็ได้แล้ว” และก็จริง อย่างที่พ่อพูดเพราะฉันก็อ่านออกในเวลาอันรวดเร็วและเมื่อสอบไล่ปลายปี ฉันก็สอบได้ที่ ๑ ของห้อง

 

พี่สาวของฉัน ๒ คนได้ไปเรียนที่เชียงใหม่ เป็นโรงเรียนของแม่ชีคณะอูร์ซูลิน สำหรับชาว อ.แม่สะเรียงในขณะนั้น การได้ไปเชียงใหม่ก็ดูโก้เหมือนไปเรียนนอกในเวลานี้แหละ แต่ความจริงก็คือ พวกเราได้รับการอุปถัมป์ให้เข้าเรียนฟรี ฉันอยู่แม่สะเรียงกับแม่ ใช้เวลาวันๆในช่วงที่พวกพี่ๆ ไม่อยู่ด้วยการ เรียนภาษาอังกฤษและหัดเล่นออร์แกน จนกระทั่งปีที่ฉันขึ้นชั้นป.๓ ฉันจึงได้เข้าเรียนที่โรงเรียนเรยีนา เชลี วิทยาลัยร่วมกับพี่สาวทั้ง ๒ คนในเชียงใหม่ การจากบ้านมาเป็นนักเรียนประจำที่เชียงใหม่สำหรับเด็กอายุ ๙ ขวบไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ฉันคิดถึงบ้านมาก ปีหนึ่งๆจะได้กลับบ้านช่วงปิดเทอมเพียงไม่กี่วันเท่านั้น สังคมของ ฉันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ฉันมาอยู่ท่ามกลางเพื่อนๆที่ฐานะทางบ้านร่ำรวยและมาจากหลายจังหวัด สิ่งเดียวที่เด็กบ้านนอกจนๆอย่างฉันสามารถยืนทัดเทียมคนอื่นได้ก็คือการเป็นคนเรียนเก่ง เวลาหยุดพัก ขณะที่คนอื่นเขาไปเล่น ซื้อขนม กินไอศกรีมกัน ฉันก็จะเลี่ยงไปห้องสมุดหรือซ้อมเปียโนแทน เพราะไม่มีเงินค่าขนมเหมือนคนอื่น ฉันอ่านหนังสือต่างๆ ในห้องสมุดชั้นประถมจนหมดห้อง คุณครูที่เป็น บรรณารักษ์จึงแอบให้ฉันยืมหนังสือในห้องสมุดของพวกพี่ชั้นมัธยมได้ แต่มีข้อแม้ว่าทุกครั้งที่ยืมหนังสือภาษาไทย ฉันต้องยืมหนังสือภาษาอังกฤษด้วยเล่มหนึ่ง นี่เป็นเหมือนโชคสองชั้นเลยเพราะฉันชอบอ่าน เรื่องแปลอยู่แล้วจึงยืมมาทั้งต้นฉบับและฉบับแปล จะเริ่มอ่านต้นฉบับก่อน รู้เรื่องบ้างคร่าวๆ พออ่าน ภาษาไทยที่เป็นบทแปลก็จะเข้าใจความหมายดีขึ้น แล้วก็กลับไปอ่านต้นฉบับอีกครั้งอย่างเข้าใจดี เป็นอยู่อย่างนี้จนกระทั่งวันหนึ่งก็ถูกจับได้เพราะฉันแอบเอาหนังสือเข้าไปอ่านในห้องนอน คุณครูถูกตำหนิ ฉันถูกกำชับไม่ให้ละเมิดกฏ แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากวันนั้นคุณครูก็ยังแอบเอาหนังสือดีๆมาให้อ่านอยู่ดี

 

ในที่สุดพ่อและแม่ของฉันย้ายมาอยู่เชียงใหม่ตอนฉันอยู่ ป.๗ แม่ทำงานเป็นครูสอนเปียโน พ่อสอนภาษาอังกฤษและสอนว่ายน้ำ ความเป็นอยู่ของเราดีขึ้น ฉันก็ได้อยู่กับครอบครัวอีกครั้ง ความสุขอย่างหนึ่งที่ได้กลับมาอยู่บ้านก็คือ การไม่ต้องอยู่ในกฏเกณฑ์เรื่องเวลาเหมือนตอนเป็นนักเรียน ประจำ ฉันสามารถเข้านอนตึกๆได้ อ่านหนังสือทุกประเภทที่อยากอ่านได้ ซ้อมเปียโนเวลาใดก็ได้

 

ชีวิตของฉันดูเหมือนสะดวกสบายไม่มีอุปสรรคอะไรเลยจนกระทั่งถึงเวลาใกล้จบม.ศ.๓ เมื่อคุณครูตรวจสอบชื่อ นามสกุลและหลักฐานต่างๆ ให้เรียบร้อยเผื่อว่าใครจะต้องออกไปเรียนต่อม.ปลาย ที่อื่น ฉันถึงได้รู้ว่าฉันไม่เหมือนคนอื่นเพราะไม่มีทะเบียนบ้านเนื่องจากเป็นผู้ลี้ภัยการเมือง แต่ฉันก็เป็น นักเรียนเรียนดี มีสิทธิ์เรียนต่อม.ปลายได้อยู่แล้วจึงไม่ได้คิดอะไรมาก พ่อของฉันเองก็ได้แก้ปัญหาไว้ โดยการทำหนังสือถึงกระทรวงศึกษาธิการเพื่อขออนุญาตให้ลูกๆเรียนต่อในมหาวิทยาลัยได้ซึ่งทางกระทรวงศึกษาฯก็ไม่ขัดข้องแต่ประการใด ซิสเตอร์อธิการิณีเองก็เคยพูดว่า ถ้าจบ ม.ปลายแล้วอาจจะให้ฉันไปเรียน ดนตรีต่อที่ออสเตรเลียเพราะเห็นว่ามีแววด้านนี้อยู่ แต่พอจบจริงปรากฏว่าทางสภาคริสตจักรก็ได้เปิด สถาบันอุดมศึกษาชื่อ วิทยาลัยพายัพ มีหลักสูตรดนตรีซึ่งให้ปริญญาศศ.บ. (ดุริยศิลป์) แห่งแรกใน ประเทศไทย ฉันจึงมาสอบเข้าเรียนต่อที่นี่แทนและก็สอบติดโดยได้รับทุนไม่ยากนักเพราะมีพื้นฐานมา อยู่แล้ว สมัยนั้นคนเรียนดนตรีมีไม่มาก เพื่อนร่วมรุ่นของฉันเป็นพวกนักดนตรีอาชีพที่เล่นเก่งแต่บางคนก็ยัง อ่านโน้ตไม่เป็นเลย

 

พอขึ้นปี ๒ ทางวิทยาลัยก็มีโครงการพานักศึกษาและอาจารย์ในภาควิชาดุริยศิลป์ไปทัวร์อเมริกา ฉันอยู่ในทีมด้วยแต่ก็พลาดโอกาสเพราะไม่มีบัตรประจำตัวอะไรเลยเนื่องจากเป็นคนไร้สัญชาติ รู้สึกเสียใจ และเสียดายมาก อิจฉาเพื่อนๆ ที่กลับมาเล่าประสบการณ์ให้ฟังกันอย่างสนุกสนาน ได้แต่หวังว่าตัวเองจะได้ ไปพบประสบการณ์อย่างนั้นบ้างสักวันหนึ่ง ฉันยังคงอยู่ในวงดนตรีไทยประยุกต์ต่อไป และมีโอกาสได้ไป แสดงในที่ต่างๆร่วมกับอาจารย์และเพื่อนๆเสมอ พอขึ้นปี ๔ พวกเราเข้า Workshop การละครที่ทางสถาบัน วัฒนธรรมเยอรมัน (เกอเต้) จัดขึ้นและทำละครอุปรากรไทยเรื่อง “ชูชก” โดยมีอาจารย์บรูซ แกสตันเป็นผู้แต่ง ดนตรีทั้งหมด ละครของเราเปิดแสดงทั้งในเชียงใหม่และกรุงเทพฯ ได้รับการต้อนรับอย่างดีมากจากผู้ชม ฉันเล่นฆ้องวงใหญ่และรับบทเป็นกัณหา แล้วก็เริ่มมีอุปสรรคเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อโครงการละครเรื่องนี้ต้อง ออกไปแสดงที่ต่างประเทศด้วย ฉันรีบบอกพ่อแต่เนิ่นๆ พ่อจึงพาฉันพร้อมกับตัวแทนจากสถาบันเกอเต้ไป พบตำรวจสันติบาลเพื่อขออนุญาตออกนอกประเทศและกลับเข้ามาพำนักในประเทศอีก คำตอบก็คือ “ถ้าอยากออกไปก็ไปได้เลย เราไม่ได้ต้องการพวกคุณอยู่แล้ว” แต่ถ้ากลับเข้าประเทศไม่ได้ฉันจะไปอยู่ที่ไหน เกิดมาจำความได้ก็อยู่แต่ที่นี่ตลอด คำพูดที่เสียดแทงใจก็ยังคงตามมาอีก “ประเทศไทยไม่มีใครเล่นฆ้องวง คนเดียว ทำไมจะต้องเลือกคนนี้ด้วย หาคนอื่นไปแทนสิ” “พูดตรงๆ คนอย่างพวกคุณน่ะไม่มีใครเขาเชิญให้ เข้ามาเลยนะ พวกคุณหน้าด้านเข้ามาเองแล้วจะมาเรียกร้องเอาอะไรอีก” ฉันรู้สึกจุกขึ้นมาถึงคอหอย น้ำตา จะไหลให้ได้ หันไปมองหน้าพ่อแล้วรู้สึกสงสารพ่อจับใจ นี่ฉันกำลังทำอะไร ฉันทำให้พ่อถูกนายตำรวจ หนุ่มคนหนึ่งชี้หน้าด่าอยู่อย่างนี้ได้อย่างไร ฉันไม่อยากไปไหนแล้ว แต่เจ้าหน้าที่จากเกอเต้ที่ไปด้วยเขาก็พูด ด้วยดีๆจนในที่สุดนายตำรวจก็เสียงอ่อนลง และบอกให้เรามาใหม่เพื่อเขียนคำร้อง แต่เขาก็ไม่สัญญาว่า เราจะได้อย่างที่ร้องขอ

 

ผอ.สถาบันเกอเต้ได้รับฟังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วหันมาบอกฉันว่า “อายุ ผมทำงานใน ประเทศไทยมาหลายปีแล้วไม่เคยมีคำว่าไม่สำเร็จ ถ้าครั้งนี้ผมช่วยคุณไม่ได้ ก็จะเป็นความล้มเหลวครั้งแรก” จากนั้นท่านก็เข้าหาท่านฑูตเยอรมันให้ช่วยประสานกับทางกระทรวงการต่างประเทศ นอกจากนี้ก็มีท่าน อ.เตือนใจ ศรีมารุตที่ไปช่วยตามเรื่องกับทางกระทรวงมหาดไทย ในที่สุดฉันก็ได้รับหนังสือเดินทางพิเศษที่ ออกให้พร้อมวีซ่าให้กลับเข้ามาในประเทศได้ ๒ ครั้ง และฉันก็ได้ร่วมเป็นตัวแทนไปเผยแพร่วัฒนธรรมไทย ที่ฮ่องกงและเบอร์ลินตะวันตกในเดือนตุลาคม ๒๕๒๑ กับคนอื่นในทีม เป็นเดือนที่ฉันมีความสุขที่สุดเพราะ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉันมีกระดาษหนึ่งแผ่นจากทางการไทยที่ระบุว่าฉันเป็นคน

 

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ฉันก็กลับมาใช้ชีวิตเหมือนแต่ก่อน มีครอบครัว มีลูกๆ สามีของฉันเป็นคนไทย ลูกจึงได้สัญชาติตามบิดา แต่ฉันก็ยังคงเป็นคนไร้สัญชาติเช่นเคย เราไปที่อำเภอเพื่อ ถามว่าการที่ฉันแต่งงานกับคนไทยจะขอสัญชาติตามสามีได้หรือไม่ แต่จนแล้วจนรอดก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะ ฉันไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน ไม่รู้ว่าต้องเริ่มต้นที่ไหน เวลาผ่านไปเกือบ ๖ ปี สามีของฉันถึงแก่กรรม ลูกคนเล็กของฉันเพิ่งอายุสามขวบครึ่งเท่านั้น ฉันต้องดูแลลูกๆด้วยตนเอง ต้องสอนพิเศษเปียโนเพื่อให้มีเงิน พอส่งลูกเรียนทั้งสองคน ต้องนับว่าฉันเป็นคนโชคดีมากที่มีลูกดี น่ารัก เรียนดีและมีความรับผิดชอบสูง ทั้งคู่ไม่เคยสร้างปัญหาให้ฉันต้องร้อนใจเลย และทั้งสองคนก็ชอบดนตรีตั้งแต่เล็ก พวกเขาไปทดสอบคัดเลือก เป็นนักร้องประสานเสียงเยาวชนไทยเพื่อไปร่วมงานเยาวชนอาเซียนที่ฟิลิปปินส์ ซึ่งก็ได้รับคัดเลือกไปทั้งคู่ ตอนนั้นเกือบจะเสียโอกาสเหมือนกันเพราะพวกเขายังเด็ก พ่อก็เสียแล้ว ไม่มีใครเซ็นยินยอมในการทำ หนังสือเดินทาง แต่ก็โชคดีอีกเพราะงานนั้นทางสยช.เป็นผู้จัด ทางผู้ใหญ่ก็จัดการให้โดยไม่ยากนัก

 

ต่อมาไม่นานนัก น้องสาวและน้องชายของฉันที่เกิดในประเทศไทยได้พยายามเดินเรื่องขอ สัญชาติ พวกเขากลับไปที่อำเภอแม่สะเรียงและติดต่อกับทางอำเภอ ในตอนแรกก็ยังได้รับการปฎิเสธ เพื่อนของ น้องชายฉันที่เป็นทนายความจึงแนะนำให้ส่งเรื่องขึ้นฟ้องศาลเพื่อขอสิทธิ์ในการแปลงสัญชาติ เนื่องจากเกิด ในประเทศไทย มีผดุงครรภ์ที่ทำคลอดมาเซ็นรับรอง มีเพื่อนบ้านยืนยัน และหลักฐานต่างๆหลายอย่าง ในที่สุดน้องทั้งสองคนของฉันก็ได้สัญชาติตามหมายศาล ฉันเองก็ลองพยายามบ้าง ตำรวจฝ่ายสืบสวนที่ตาม เรื่องของน้องฉันก็บอกให้ฉันหาเอกสารต่างๆเหมือนของน้อง แต่ฉันไม่ได้เกิดเมืองไทย เรื่องต่างๆก็เลยเงียบ หายไป ไม่ได้คืบหน้าไปไหนเลย พี่สาวของฉันลองปรึกษาทนายบ้าง แต่กลับทนายเรียกจากพวกเราสามคน พี่น้องคนละสามแสน ฉันหมดปัญญาจริงๆ เพราะตอนนั้นเงินเดือนทั้งปียังไม่หักค่าอะไรเลยก็ยังได้แค่ แสนเดียว ต้องจ่ายค่าเช่าบ้าน ค่าเทอมลูก ค่ากินอยู่ แค่นี้ก็หมดแล้ว ไม่ต้องพูดเรื่องเงินเก็บเลย มีใช้ให้ชน เดือนก็บุญแล้ว

 

หลังจากนั้นลูกคนโตของฉันเข้าแข่งขันเปียโนและได้รับรางวัล อาจารย์ของเขาซึ่งเป็นชาว อเมริกันเห็นว่าเขามีแววดี อยากให้ไปเข้าแคมป์ดนตรีที่อเมริกา หาทุน หาที่พักให้ทุกอย่างแล้ว แต่มีปัญหา เพราะเขายังไม่บรรลุนิติภาวะไม่สามารถทำหนังสือเดินทาง ฉันเองก็ไม่มีเอกสารยืนยันสถานะจากทาง ราชการเลย ฉันวิ่งเต้นไปหลายที่ ไปสันติบาลที่กรุงเทพฯ ทางนั้นก็แนะนำให้ไปเริ่มต้นที่ตม.อ.แม่สะเรียง ฉันก็ไปตามที่เขาบอก แต่ตม.อ.แม่สะเรียงก็บอกว่าพวกเราย้ายมาเชียงใหม่แล้ว ให้ไปติดต่อที่เชียงใหม่ พอไปติดต่อที่เชียงใหม่ ทางตม.ดูเอกสารของฉันแล้วก็บอกว่า ให้อยู่เฉยๆเงียบๆ ดีกว่า รอให้ลูกบรรลุนิติ ภาวะแล้วค่อยไปเมืองนอกเองทีหลังก็ได้ ออกมาโวยวายแบบนี้ดีไม่ดีลูกอาจถูกถอนสัญชาติก็ได้ ฉันได้แต่ ร้องไห้ด้วยความคับข้องใจที่ไม่อาจทำอะไรให้ลูกได้เลย และในที่สุดเขาก็เสียโอกาสครั้งนั้นไป ฉันเองก็กลับ มาใช้ชีวิตเงียบๆอย่างที่เขาบอกจนในที่สุดลูกทั้ง ๒ คนก็บรรลุนิติภาวะ เรียนจบปริญญาตรีและผ่าน การเกณฑ์ทหารเรียบร้อย

 

มีผู้ปกครองของลูกศิษย์ฉันที่รับรู้ปัญหานี้และพยายามหาทางช่วย เขาบอกให้ฉันกับพี่สาว ร่างจดหมายถึงมหาดไทยเพื่อขอทำเรื่องขอสัญชาติและช่วยตามเรื่องให้ เราได้หนังสือตอบจากมหาดไทย ให้เดินเรื่องตาม พ.ร.บ.สัญชาติมาตรา ๙-๑๑ ฉันกลับมาอ่านแล้วก็เห็นว่าตัวเองน่าจะเข้าข่าย ม.๑๑ บ้าง เพราะเคยช่วยงานราชการในด้านการแสดงก็หลายครั้ง แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี จนกระทั่งวันหนึ่ง ท่านอธิการบดีมาชมคอนเสิร์ตที่ฉันจัดเพื่อโชว์ผลงานดนตรีศักดิ์สิทธิ์ที่ฉันศึกษาเป็นพิเศษอยู่ ท่านก็เสนอว่า ฉันน่าจะพาคณะนักร้องของฉันไปแสดงที่ญี่ปุ่นบ้างเพราะมหาวิทยาลัยของเรามีเครือข่ายติดต่อกับทางนั้นอยู่ฉันจึงเล่าปัญหาของฉันให้ท่านฟังและท่านก็ได้แนะนำให้ฉันได้รู้จักกับ รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร (อ.แหวว) และอาจารย์วรรณทนี รุ่งเรืองสภากุล (อ.เอ๋) เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาของฉันซึ่งอาจารย์ทั้งสองท่านและ ทีมงานก็ได้ช่วยเหลือฉันเป็นอย่างมากทั้งด้านการให้ความรู้ในด้านกฏหมาย การรวบรวมเอกสาร การเข้าไป พบตำรวจซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินเรื่อง (จุดนี้เป็นด่านที่ฉันรู้สึกว่ามันยากที่สุดเพราะฉันไม่เคย ผ่านด่านการเริ่มต้นที่นี่ได้เลยสักที) ฉันเองก็เพิ่งรู้ว่า พรบ.สัญชาติม.๑๑ นี้ยังไม่เคยมีการปฏิบัติใช้มาก่อน จึงเริ่มเข้าใจว่าปัญหาอยู่ที่ว่าแม้แต่ตำรวจเองก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าต้องเริ่มอย่างไรจึงจะถูกเพราะไม่เคยพบ เรื่องแบบนี้มาก่อน แต่ก่อนเวลาไปพบตำรวจเพื่อขอยื่นคำร้อง พอเขาปฏิเสธ ฉันก็จะเดินออกมา แต่เดี๋ยวนี้ ทุกครั้งที่ถูกปฏิเสธ เราก็จะขอใบแจ้งสาเหตุที่ไม่รับเรื่อง ฉันเขียนคำร้องถึงองค์กรสิทธิมนุษยชน ท่านนายกฯ พบสื่อมวลชนซึ่งช่วยนำเสนอเรื่องราวของฉัน ในเวลาเดียวกันฉันก็ยังปฏิบัติหน้าที่การงานไปตามปกติด้วย ฉันพาคณะนักร้องประสานเสียงที่ฉันก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๒ ไปประกวดคัดเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทย ไปแข่งโอลิมปิค ๒๐๐๖ ที่ประเทศจีน และเราก็ได้รับเลือกสมใจถึงแม้ฉันเองก็ยังไม่รู้เลยว่าพวกเราจะได้ไป จริงหรือเปล่าเพราะถึงวันนี้ที่กำลังเขียนเรื่องนี้อยู่ ฉันก็ยังคงเป็นคนไร้สัญชาติ ไร้ตัวตนอยู่ แต่ฉันก็ยัง หวังอยู่เสมอว่า สักวันหนึ่งฉันจะได้เป็นคนมีชาติ มีตัวตน และสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับเยาวชน ในแผ่นดินที่ฉันอาศัยอยู่มาตั้งแต่จำความได้แห่งนี้

--------------------------------------------------------

 

จำนวนผู้ที่เข้าชมในหน้านี้ 000398