Home

Custom Search

ประเสริฐ อินทรจักร : คนไทยพลัดถิ่นในสายตาของศาลไทย

โดย รศ.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร

โครงการเด็กไร้รัฐ มสช.

เขียนเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

เผยแพร่ในโพสต์ทูเดย์เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๘

---------------------------------------------------------------------------

เข้าใจได้ดีว่า สำหรับคนไทยพลัดถิ่น คำพิพากษาของศาลจังหวัดระนองเมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๘ ในคดีหมายเลขดำที่ ๑๓๒๕/๒๕๔๖ /คดีหมายเลขแดงที่ ๓๖๔๑/๒๕๔๘ ย่อมเป็นของขัวญที่หาค่ามิได้ที่กระบวนการยุติธรรมไทยมีให้แก่คนเชื้อชาติไทยที่เดินทางกลับมาจากมะริด ดินแดนซึ่งเคยเป็นของประเทศไทยในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น

 

ประเสริฐ อินทรจักร ก็เหมือนคนไทยพลัดถิ่นหลายพันคนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์จนยันจังหวัดพังงา นายประเสริฐเกิดที่บ้านคลองจระเข้ ตำบลกระทิ้ง อำเภอปกเปี้ยน จังหวัดมะริด ประเทศสหภาพเมียนม่าร์ เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๔ แต่ชาวไทยในมะริดนั้นยังคงใช้ภาษาไทยทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน ภาษาพูดเป็นแบบปักษ์ใต้ ชาวไทยพลัดถิ่นที่มะริดพูดภาษาพม่าได้เพียงเล็กน้อย ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นชาวพม่า และในส่วนที่ยอมขึ้นทะเบียนเป็นชาวพม่า ก็จะถูกระบุในทะเบียนของประเทศดังกล่าวว่า เป็นคนไทย ปรากฏการณ์ดังกล่าว จึงทำให้คนเชื้อชาติไทยในประเทศพม่าได้ตกเป็นคนไร้สัญชาติ ประมาณเดียวกับชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ในประเทศพม่า

 

ประเสริฐก็เหมือนชาวไทยพลัดถิ่นที่มะริดที่เดินทางไปมาระหว่างบางสะพานใหญ่และมะริดในช่วงเวลาที่ยังสามารถไปมาหาสู่กันได้ เส้นเขตแดนอาจมีผลทางการเมืองระหว่างประเทศไทยและประเทศอังกฤษหรือประเทศพม่าที่ได้มะริดไปในที่สุด แต่สำหรับชาวบ้านในพื้นที่ เส้นเขตแดนดังกล่าวไม่อาจสร้างความเป็นอื่นระหว่างคนเชื้อชาติไทยที่บางสะพานใหญ่และคนเชื้อชาติไทยที่มะริด ความเป็นหนึ่งเดียวทางชาติพันธุ์ยังคงชัดเจนไม่ว่าเมื่อวันวานหรือในวันนี้หรือแม้ในอนาคตกระมัง เส้นเขตแดนแบ่งดินแดนได้ แต่แบ่งแยกคนเชื้อชาติไทยออกจากกันมิได้

 

สถานการณ์การสู้รบระหว่างรัฐบาลทหารและชนกลุ่มน้อยในประเทศพม่าในราว พ.ศ.๒๕๓๗ ได้ทำให้วิถีชีวิตของคนไทยมะริดที่อาศัยอยู่อย่างสงบสุขตามแนวชายแดนไทยและพม่าต้องยอมรับความเป็นจริงของ “เส้นเขตแดน” และ “ความเป็นคนไร้รัฐของตนเอง” ครอบครัวของประเสริฐ อินทรจักรก็เช่นกัน ในวันที่ต้องเลือก พวกเขาก็เลือกที่จะอาศัยอยู่บนแผ่นดินไทย และเลือกที่จะถือสัญชาติไทย

 

ใน พ.ศ.๒๕๓๐ คนไทยพลัดถิ่นจากมะริดที่เลือกที่จะทิ้งบ้านเรือนในมะริดมาตั้งรกรากในประเทศไทยก็ได้เริ่มต้นกระบวนการร้องทุกข์ต่อรัฐไทย ร้องขอสัญชาติไทยกลับคืน ซึ่งรัฐบาลไทยตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๑๙ ก็เข้าใจถึงความมีอยู่และความเป็นอยู่ของคนไทยพลัดถิ่นจากมะริด เพียงแต่กระบวนการจัดการปัญหาของฝ่ายความมั่นคงของรัฐไทยอาจไม่รวดเร็วและอาจไม่สามารถสนองตอบต่อความทุกข์ที่ถาโถมสู่คนไทยพลัดถิ่นอย่างทันท่วงที

 

เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ.๒๕๔๖ ประเสริฐจึงถูกตำรวจภูธรอำเภอเมืองระนองจับกุมในขณะที่ขับรถจักรยานยนต์บนถนนสะพานปลาขาเข้าเมืองระนอง และเป็นเหตุให้อัยการจังหวัดระนองได้ฟ้องนายประเสริฐ อินทรจักรต่อศาลจังหวัดระนองเพื่อขอให้ศาลนี้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.๒๕๒๒ ฐานเข้าเมืองผิดกฎหมาย เป็นที่น่าแปลกใจที่คนไทยพลัดถิ่นจำนวนหลายพันคนที่ทำมาหากินอย่างสุจริตและสงบสุขตลอดแนวชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยมิได้ถูกจับเหมือนประเสริฐ และประเสริฐเพิ่งก็มาถูกจับฐานเข้าเมืองผิดกฎหมายใน พ.ศ.๒๕๔๖ หลังจากที่ตัดสินใจที่จะลงหลักปักฐานในประเทศไทยมาแล้ว ๑๖ ปี

 

เข้าใจว่า ภารกิจอันศักดิ์ศรีในการพิสูจน์ถึงสถานะของ “คนไทยพลัดถิ่น” ในสายตาของกระบวนการยุติธรรมไทย จะตกเป็นของประเสริฐแต่ผู้เดียว แต่พลังใจในการต่อสู้คดีนั้นมาจากประชาคมคนไทยพลัดถิ่นทั้งระนอง คนไทยพลัดถิ่นทุกคนยืนอยู่ข้างหลังประเสริฐ ถ้าประเสริฐแพ้คดี ประชาคมคนไทยพลัดถิ่นทั้งระนองก็คงแพ้คดีไปด้วย แต่ในวันนี้ ประเสริฐชนะคดี ประชาคมคนไทยพลัดถิ่นทั้งระนองก็อิ่มเอมกับชัยชนะครั้งนี้ไปด้วย

 

โดยอ่านคำพิพากษาของศาลจังหวัดระนองเมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๘  เราทุกคน อันรวมถึงคนไทยพลัดถิ่น ย่อมจะตระหนักได้ในประการแรกถึงทัศนคติของศาลไทยต่อคนไทยพลัดถิ่น โดยศาลนี้เขียนอย่างชัดเจนในคำพิพากษาว่า “คนไทยพลัดถิ่นถือว่า เป็นคนเชื้อชาติไทยแต่ไม่มีสัญชาติไทย ....แต่คนไทยพลัดถิ่นซึ่งถือว่า เป็นคนเชื้อชาติไทย อาจได้รับการผ่อนผันให้อยู่ในราชอาณาจักรไทยได้” จะเห็นว่า ศาลมองว่า คนเชื้อชาติไทยย่อมจะมีสิทธิอาศัยในประเทศไทย แม้ในช่วงที่ยังไม่มีสัญชาติไทย และศาลนี้ก็ได้ใช้ตรรกวิทยานี้ในการพิจารณาว่า ถ้าประเสริฐเป็นคนไทยพลัดถิ่น ประเสริฐก็จะมีสิทธิอาศัยในประเทศไทย

 

ดังนั้น ในประการที่สอง ศาลจังหวัดระนองจึงเขียนในคำพิพากษาถึงวิธีการใช้เหตุผลทางกฎหมายว่า ถ้าประเสริฐเป็นคนไทยพลัดถิ่น ประเสริฐก็จะมีสิทธิอาศัยอยู่ในประเทศไทย แต่จะเห็นว่า ศาลไม่แน่ใจนักว่า ประเสริฐเป็นคนไทยพลัดถิ่นจริงหรือไม่ แต่ศาลก็แสดงวิธีชั่งน้ำหนักพยานในลักษณะที่เป็นคุณแก่บุคคล ดังจะเห็นจากคำพิพากษาที่ว่า “แม้พยานหลักฐานมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยเป็นคนไทยพลัดถิ่นหรือไม่ ศาลจังหวัดระนองเห็นควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยในความผิดฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายให้เป็นผลดีแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗ วรรคสอง” ควรตั้งข้อสังเกตว่า ในความน่าสงสัยทางข้อเท็จจริง ศาลอันเป็นฝ่ายตุลาการของรัฐไทยจะยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่บุคคล ในขณะที่ฝ่ายปกครองของรัฐไทยกลับไม่มีแนวคิดเช่นนั้น ดังจะเห็นจากการจัดการปัญหาสัญชาติของชาวบ้านแม่อาย ๑๒๔๓ คนที่ถูกนายอำเภอแม่อายถอนชื่อออกจากทะเบียนราษฎรเมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๕ เพราะสงสัยในความเป็นคนสัญชาติไทยของชาวบ้านดังกล่าว

 

ในประการที่สามที่เกี่ยวกับ “ความผิดฐานเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น” ศาลจังหวัดระนองได้ฟังข้อเท็จจริงอย่างชัดเจนว่า “จำเลยเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้ผ่านช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง เขตท่า สถานี หรือท้องที่ตามที่กำหนดและไม่ผ่านการตรวจของพนักงานด่านตรวจคนเข้าเมือง ความผิดฐานนี้แม้เป็นคนไทยก็มีความผิด แต่เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรในความผิดฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงเห็นควรลงโทษในความผิดฐานนี้ในสถานเบา และเป็นคุณแก่จำเลย โดยให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.๒๕๒๒ ...เช่นเดียวกับผู้มีสัญชาติไทย ศาลจึงพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.๒๕๒๒ ปรับ ๑,๐๐๐ บาท ...ข้อหาอื่น นอกจากนี้ให้ยก”

 

แม้ไม่อาจตั้งความหวังว่า คำพิพากษาศาลจังหวัดระนองจะสร้างความชัดเจนในหลักกฎหมายว่าด้วยคนไทยพลัดถิ่นได้ทั้งวงจรของปัญหา แต่สิ่งเดียวที่ชัดเจนในที่นี้ ก็คือ ศาลไทยไม่ยอมให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองส่งประเสริฐออกนอกประเทศ แม้ศาลนี้จะยังฟังไม่ได้อย่างสิ้นข้อสงสัยว่า ประเสริฐเป็นคนไทยพลัดถิ่น แต่ศาลจังหวัดระนองเข้าใจดีว่า คนไทยพลัดถิ่นอาจเป็นคนต่างด้าว แต่ศาลนี้ไม่ยอมรับตามฟ้องของอัยการที่จะส่งคนเชื้อชาติไทยออกจากประเทศไทย

 

แต่ทัศนคติที่ใช้แนวคิดมนุษย์นิยมมาใช้ในการให้ความยุติธรรมของศาลไทยย่อมเป็นได้เพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ส่วนการแก้ปัญหาสถานะบุคคลในระยะกลางและระยะเวลายาวนั้นคงต้องรอคอยกระบวนการที่กำหนดในยุทธศาสตร์การจัดการสิทธิและสถานะบุคคลภายใต้มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๔๘ ซึ่งกำหนดให้ยอมรับให้สัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติแก่บุคคลที่มีเชื้อสายไทยที่มีชื่ออยู่ในระบบทะเบียนและไม่สามารถเดินทางกลับประเทศต้นทางได้ โดยบุคคลนั้นต้องมีความประพฤติดี ประกอบอาชีพสุจริต และจะต้องให้สัญชาติไทยแก่บุตรของคนต่างด้าวที่มีเชื้อสายไทยที่ได้รับแปลงสัญชาติเป็นไทยแล้ว

 

ขอส่งกำลังใจไปยังพี่น้องคนไทยพลัดถิ่น ขอขอบคุณศาลจังหวัดระนองที่พิสูจน์ให้มวลมนุษยชาติได้ทราบในวันรพีของปี พ.ศ.๒๕๔๘ ว่า กระบวนการยุติธรรมไทยยังมีความยุติธรรมทางสังคมแก่คนรากหญ้าในสังคมไทย และขอวิงวอนนายกรัฐมนตรี ฯพณฯ ทักษิณ ชินวัตร ที่จะเข้าใจปัญหาของครอบครัวข้ามชาติทั้งหลาย การข้ามชาติของนักลงทุนนั้น ท่านแสดงให้เห็นเสมอว่า เข้าใจและให้ความสำคัญ แต่ครั้งนี้ เป็นการข้ามชาติกลับบ้านของคนไทยพลัดถิ่น ขอความเข้าใจและคำสั่งที่มีประสิทธิภาพหน่อยเถอะ

---------------------------------------------------------------------------

จำนวนผู้ที่เข้าชมในหน้านี้ 000019