Home

Custom Search

คำพิพากษาศาลจังหวัดระนอง (คดีหมายเลขดำที่ ๑๓๒๕/๒๕๔๖ และคดีหมายเลขแดงที่ ๓๖๔๑/๒๕๔๘) เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๘

ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดระนอง โจทก์ ประเสริฐ อินทรจักร จำเลย

เรื่อง ความผิดต่อพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง

ใส่ประเด็น โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร

---------------------------------------------------------------------------

๑.            คำฟ้องของอัยการจังหวัดระนอง ผู้เป็นโจทก์

---------------------------------------------------------------------------

“โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๐ ถึงวันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ.๒๕๔๖ เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันตลอดมา จำเลยกระทำผิดกฎหมายหลายกรรมต่างกันคือ จำเลยเป็นบุคคลต่างด้าวเชื้อชาติเมียนม่าร์ สัญชาติเมียนม่าร์ มีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศสหภาพเมียนม่าร์ นอกราชอาณาจักรไทย

 

เมื่อปี ๒๕๓๐ วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยได้บังอาจเดินทางจากภูมิลำเนาดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ไม่ได้ผ่านการตรวจของพนักงานเจ้าหน้าที่ของด่านตรวจคนเข้าเมือง ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรไทยได้ตามกฎหมาย วันเวลาดังกล่าวถึงวันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ.๒๕๔๖ เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยได้บังอาจอยู่ในราชอาณาจักรไทยที่ตำบลบางริ้น อำเภอเมือง จังหวัดระนอง โดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลบางริ้น อำเภอเมือง จังหวัดระนอง ต่อมาวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๔๖ เวลากลางวัน เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๑๑, ๑๒, ๑๘, ๖๒, ๘๑

 

จำเลยปฏิเสธ

---------------------------------------------------------------------------

๒.           จำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่

---------------------------------------------------------------------------

“พิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์และจำเลยแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ....”

 

“เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๔๖ เวลาประมาณ ๑๘ นาฬิกา ขณะที่ร้อยตำรวจเอกสุรศักดิ์ ทองนอก และสิบตำรวจตรีสมโชค พรัตรักษา เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองระนองตั้งจุดตรวจบนถนนสะพานปลาขาเข้าระนองท้องที่หมู่ที่ ๔ ตำบลบางริ้น อำเภอเมือง จังหวัดระนอง โดยมีการตรวจผู้ใช้ยานพาหนะขับขี่ไปมา จำเลยขับรถจักรยานยนต์มีนายทองไม่ทราบนามสกุลเป็นคนซ้อนท้าย เมื่อถึงจุดตรวจเจ้าพนักงานตำรวจทั้งสองเรียกตรวจค้นเพื่อพบของผิดกฎหมายและขอดูใบอนุญาตขับรถ ปรากฏว่า จำเลยไม่มีใบอนุญาตขับรถและไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน”

 

“จำเลยบอกว่า กำลังขออนุญาตเป็นคนไทยพลัดถิ่น จำเลยไม่มีใบอนุญาตเป็นคนไทยพลัดถิ่น นายทองไม่มีบัตรประจำตัวประชาชนและแจ้งว่า เป็นคนไทยพลัดถิ่นและไม่มีบัตรคนไทยพลัดถิ่นเช่นกัน”

 

“เจ้าพนักงานตำรวจทั้งสองจึงแจ้งข้อหาจำเลยและนายทองว่า เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วนำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี”

 

มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่

 

คดีนี้โจทก์นำสืบว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยในขณะที่ตั้งจุดตรวจ จำเลยไม่มีใบอนุญาตขับรถและไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน” จำเลยอ้างว่าเป็นคนไทยพลัดถิ่นแต่ไม่มีบัตรคนไทยพลัดถิ่น เจ้าพนักงานตำรวจจึงแจ้งข้อหาจำเลยว่าเป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและพักอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต  จับกุมตัวจำเลยส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี

 

จำเลยนำสืบว่าจำเลยเป็นคนเชื้อชาติไทย เป็นคนไทยพลัดถิ่นตกค้างอยู่ที่ประเทศสหภาพเมียนมาร์ ไม่ได้กลับประเทศไทยตั้งแต่มีการแบ่งแยกเขตดินแดนระหว่างไทยกับสหภาพเมียนมาร์

 

เห็นว่า  คดีนี้จำเลยถูกจับกุมดำเนินคดีเนื่องจากจำเลยไม่มีบัตรประจำตัวประชาชนและบัตรคนไทยพลัดถิ่น  จำเลยอ้างว่าเป็นคนไทยพลัดถิ่น   ได้ความจากนายชนรรถ แก้วบำรุง หัวหน้าฝ่ายทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชนที่ว่าการอำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง  เบิกความว่า เกี่ยวกับคนไทยพลัดถิ่นนั้นมีความเป็นมาโดยเดิมก่อนสมัยพระบาทสมดํจพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จังหวัดเกาะสอง ประเทศสหภาพเมียนมาร์ ขึ้นอยู่กับเมืองมะริดและเมืองทวาย ซึ่งรวมทั้งเกาะสองให้แก่ประเทศอังกฤษ  ในขณะนั้นจึงมีคนเชื้อชาติไทยกลายเป็นบุคคลซึ่งอยู่ในประเทศสหภาพพม่า  ต่อมาก็มีการให้บุคคลซึ่งเป็นคนเชื้อชาติไทย แต่อาศัยอยู่ที่เมืองมะริด หรือเกาะสองเลือกว่าจะเข้ามาอยู่ในประเทศไทยหรือไม่ ก็มีบุคคลกลุ่มหนึ่งไม่เข้ามาประเทศไทย แต่จะอยู่อาศัยในประเทศสหภาพเมียนมาร์ และอีกกลุ่มหนึ่งเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งคนที่ไม่เข้ามาในประเทศไทยก็ถือว่าเป็นบุคคลที่มีสัญชาติพม่า  ต่อมาช่วงปี ๒๕๓๗  พม่าปกครองโดยรัฐบาลซึ่งมีการปกครองเข้มงวด คนเชื้อชาติไทยสัญชาติพม่ากลุ่มหนึ่งก็เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักร รัฐบาลไทยก็มีการสำรวจแล้วเรียกว่าเป็นคนไทยพลัดถิ่น  จัดให้มีการทำบัตรประจำตัวคนไทยพลัดถิ่นเพื่อผ่อนผันให้อยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นการชั่วคราว ๆ ละ ๕   ปี ๒๕๔๖  จำเลยเคยไปที่ว่าการอำเภอเมือง ขอมีบัตรคนไทยพลัดถิ่น แต่ทางอำเภอแจ้งว่ารัฐบาลไม่ได้อยู่ในช่วงสำรวจทำบัตรคนไทยพลัดถิ่น ไม่อาจทำได้  และนายชนรรถเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวคนไทยพลัดถิ่นได้ต้องเป็นส่วนกลาง ซึ่งกระทรวงมหาดไทยสั่งมา 

 

ทางนำสืบของพยานโจทก์ดังกล่าวจึงเห็นว่า  ในจังหวัดระนองมีคนไทยพลัดถิ่นอยู่ในราชอาณาจักร คนไทยพลัดถิ่นดังกล่าวคือคนที่มีเชื้อชาติไทย สัญชาติพม่า ซึ่งเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย  รัฐบาลอาจออกบัตรประจำตัวเป็นคนไทยพลัดถิ่นให้อยู่ในราชอาณาจักรได้เป็นการชั่วคราว

---------------------------------------------------------------------------

๓.            จำเลยเป็นคนไทยพลัดถิ่นหรือไม่

---------------------------------------------------------------------------

จากคำเบิกความของเจ้าพนักงานตำรวจ ผู้จับกุมเบิกความว่า ขณะที่จำเลยถูกจับกุม จำเลยแจ้งในทันทีว่าเป็นคนไทยพลัดถิ่น นายชนรรถก็เบิกความว่าเมื่อปี ๒๕๔๖  จำเลยเคยไปขอมีบัตรเป็นคนไทยพลัดถิ่น  แต่ทางอำเภอแจ้งว่ารัฐบาลไม่ได้อยู่ในช่วงสำรวจทำบัตรให้  การทำบัตรนั้น เป็นหน้าที่ของส่วนกลาง ซึ่งกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้สั่ง  พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีเพียงว่าจำเลยไม่มีบัตรประจำตัวประชาชนและบัตรคนไทยพลัดถิ่น จึงถูกดำเนินคดี

 

จำเลยนำสืบว่า จำเลยเกิดที่บ้านคลองจระเข้  ตำบลกระทิ้ง  อำเภอปกเปี้ยน จังหวัดมะริด  ประเทศสหภาพเมียนมาร์  เมื่อปี ๒๔๙๔  ครอบครัวพ่อแม่พี่น้องอยู่ที่หมู่บ้านและตำบลดังกล่าวจนถึงปี ๒๕๒๘  ได้เดินทางเข้ามายังประเทศไทยที่อำเภอบางสะพานใหญ่  จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  มาบวชอยู่ที่วัดทุ่งมะพร้าว ตำบลพงษ์ประศาสตร์ จำพรรษาอยู่ ๘ ปี  ระหว่างบวชได้ศึกษาภาษาไทยจนสามารถอ่านและฟังเข้าใจภาษาไทยได้ดี และศึกษาทางธรรมจนได้รับการศึกษาชั้นนักธรรมโท  โดยจำเลยมีพระปัญญาวโร เจ้าอาวาสวัดทุ่งมะพร้าวมาเบิกความยืนยันสนับสนุนว่าจำเลยเคยบวชเป็นสามเณร เมื่อปี ๒๕๑๖  ซึ่งจำเลยเคยมาพบและให้ออกหนังสือไว้ฉบับหนึ่ง  หนังสือดังกล่าวคือ รับรองการบรรพชาและอุปสมบทของจำเลย ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.๙

 

และจำเลยนำสืบว่าที่บ้านจระเข้ อำเภอกระทิ้ง สามารถพูดภาษาไทยปักษ์ใต้ทั้งหมูบ้าน รวมทั้งเขียนหนังสือและอ่านหนังสือไทย พูดภาษาเมียนมาร์ได้เพียงเล็กน้อย  ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นชาวเมียนมาร์  ส่วนที่ขึ้นทะเบียนเป็นชาวเมียนมาร์จะระบุทะเบียนของเมียนมาร์ว่าเป็นคนไทย

 

จำเลยได้แต่งงานที่บ้านจระเข้

 

ต่อมาปี ๒๕๑๙  บิดาของจำเลยบวชเป็นพระจึงนำบิดามาจำพรรษาที่วัดทุ่งมะพร้าว อำเภอบางสะพานใหญ่ เมื่อปี ๒๕๒๒  ได้เดินทางมาเยี่ยมบิดาทีวัดทุ่งมะพร้าว ทราบว่าบิดาถึงแก่ความตายไปแล้ว จึงเดินทางกลับบ้านจระเข้ และอยู่ที่นั่นจนกระทั่งปี ๒๕๓๐  แล้วเดินทางเข้ามาประเทศไทย  อพยพมาทั้งครอบครัวอยู่ในประเทศไทยโดยไม่ได้ไปอีก

 

จนปัจจุบันมีบุตร ๓ คน เกิดที่ฝั่งบ้านจระเข้  ประเทศสหภาพเมียนมาร์  ๒ คน  และเกิดที่ประเทศไทย ๑ คน ปัจจุบันภริยาถึงแก่ความตายไปแล้ว  บิดาจำเลยชี่อนายเพลิน  มารดาชื่อนางเนื่อง  จำเลยและครอบครัวตกค้างอยู่ที่ประเทศสหภาพเมียนมาร์ ตั้งแต่ตอนครั้งแบ่งแยกแนวเขตแดนระหว่างไทยกับประเทศพม่า  มีญาติพี่น้องเป็นคนไทย  มีทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายอยู่ในประเทศไทย

 

จำเลยมีนายสวัสดิ์ ทับทิมสุวรรณ  และนายดัด อินแก้ว  มาเบิกความยืนยัน

 

จำเลยเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำตำบลบางริ้น ปรากฏตามเอกสารหมายเลข ล.๑, ล.๒  และ ล.๑๓  ได้รับการอบรมเป็นลูกเสือชาวบ้านตามภาพถ่ายหมายเลข ล.๑๕  ได้รับการสำรวจเป็นคนไทยพลัดถิ่นมาแล้ว  ตามสำเนาแบบสำรวจคนไทยพลัดถิ่นเอกสารหมาย ล.๕  มีเครือญาติตามเอกสาร หมาย ล. ๗

 

จากทางนำสืบของโจทก์ ฟังได้ว่ามีคนไทยพลัดถิ่นอยู่ในราชอาณาจักรในจังหวัดระนองจริง

---------------------------------------------------------------------------

๔.           การนำสืบของจำเลยว่า ตนเป็นคนไทยพลัดถิ่นจริงหรือไม่ ?

---------------------------------------------------------------------------

จำเลยนำสืบว่า เป็นคนไทยพลัดถิ่น โดยมีตัวจำเลย  เจ้าอาวาสวัดทุ่งมะพร้าวเบิกความว่า จำเลยเคยบวชเป็นพระภิกษุตั้งแต่ปี ๒๕๑๖

 

มีนายสวัสดิ์เบิกความว่าบิดาจำเลยกับนายอินทวดของนายสวัสดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน

 

และนายดัดเบิกความว่าจำเลยเป็นบุตรนายเพลิน นายเพลินเป็นบุตรของนายเวียน น้องชายมารดาพยาน

 

นอกจากนี้นายภควินทร์ แสงคง เบิกความว่า ในจังหวัดระนองมีคนไทยพลัดถิ่นประมาณหมื่นกว่าคน ที่ยังไม่มีบัตรประจำตัว  เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๔๕ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนซึ่งมีนายจรัล นางอาภรณ์ วงศ์สังข์  นายวสันต์ พานิช  มาที่จังหวัดระนองมีการประชุมกันที่วัดอุปนันทรารามหรือวัดด่าน   มีนายอำเภอเมืองระนอง ขณะนั้นสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด  ชาวบ้านคนไทยพลัดถิ่นประมาณ ๗๐๐ คน เข้าร่วมประชุม   การสำรวจคนไทยพลัดถิ่น จำเลยได้มากรอกข้อมูลแบบสำรวจคนไทยพลัดถิ่น ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสายโลหิตไว้

 

นายฐิรวุฒิ เสนาคำ  เบิกความว่าเป็นอาจารย์สอนเกี่ยวกับมานุษยวิทยา  ทำการค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องสังคมและสัญชาติทั้งกลุ่มบุคคลคนไทยพลัดถิ่น รู้จักจำเลยมานานประมาณ ๑๐ ปีเศษ  เบิกความสนับสนุนคำเบิกความของจำเลย

 

และยังมีดอกเตอร์ นฤมล อรุโณทัย  เบิกความว่าเป็นนักวิจัยอยู่ที่สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เมื่อประมาณเดือนธันวาคม ๒๕๔๗  ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชน  ทราบว่าจังหวัดระนองมีปัญหาคนไทยพลัดถิ่นอยู่ ได้มีการประชุมกลุ่มย่อยเพื่อปรึกษาปัญหาเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๗  โดยมีชาวบ้านในจังหวัดระนองและกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นร่วมกับนายภควินทร์ แสงคง ซึ่งเป็นผู้จัดการโครงการเมืองและชุมชนน่าอยู่จังหวัดระนองเข้าร่วม

 

จากพยานหลักฐานดังกล่าว จึงเห็นว่า จำเลยอาจเป็นคนไทยพลัดถิ่นซึ่งตกสำรวจและไม่มีบัตรประจำตัวคนไทยพลัดถิ่นและยังอยู่ระหว่างที่ทางรัฐบาลไม่อาจออกบัตรคนไทยพลัดถิ่นให้ตามที่จำเลยนำสืบก็เป็นได้  จำเลยนำสืบว่าเป็นคนไทยพลัดถิ่น โดยนำสืบถึงสายโลหิตบรรพบุรุษ การขอมีบัตรประจำตัวคนไทยพลัดถิ่น รวมทั้งจำเลยได้อยู่เมืองไทยหลายปี ได้ทำกิจกรรมสังคม มีพยานมาเบิกความสนับสนุน จึงมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยเป็นคนเชื้อชาติไทยและเป็นคนไทยพลัดถิ่น ซึ่งเข้าเมืองมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และยังไม่มีบัตรประจำตัวคนไทยพลัดถิ่นหรือไม่

---------------------------------------------------------------------------

๕.           ความเห็นของศาลจังหวัดระนองต่อสถานะของคนไทยพลัดถิ่น

---------------------------------------------------------------------------

คนไทยพลัดถิ่นถือว่าเป็นคนเชื้อชาติไทย แต่ไม่มีสัญชาติไทย  คนไม่มีสัญชาติไทยอยู่ในความหมายของคนต่างด้าว ตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ มาตรา ๔ แต่อาจได้สัญชาติไทยได้ตามพระราชบัญญัติสัญชาติ  มาตรา ๗  คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการอนุญาตสิ้นสุดหรือถูกเพิกถอนย่อมมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘๑  แต่คนไทยพลัดถิ่นซึ่งถือว่าเป็นผู้มีเชื้อชาติไทย อาจได้รับการผ่อนผันให้อยู่ในราชอาณาจักรไทยได้

---------------------------------------------------------------------------

๖.      การให้ลักษณะข้อกฎหมายแก่ข้อเท็จจริงที่ยังคงมีความน่าสงสัยเกี่ยวกับความเป็นคนไทยพลัดถิ่นของจำเลย

---------------------------------------------------------------------------

เมื่อพยานหลักฐานมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยเป็นคนไทยพลัดถิ่นหรือไม่  เห็นควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยในความผิดฐานอยู่ในราชอาณาจักร โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายให้เป็นผลดีแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗ วรรคสอง

---------------------------------------------------------------------------

๗.           จำเลยมีความผิดฐานเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ ?

---------------------------------------------------------------------------

ส่วนความผิดฐานเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร โดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น  ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร โดยไม่ได้ผ่านช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง เข้าท่า สถานี หรือท้องที่ตามที่กำหนดและไม่ผ่านการตรวจของพนักงานด่านตรวจคนเข้าเมือง  ความผิดฐานนี้แม้เป็นคนไทยก็มีความผิด แต่เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์มีความสงสัยตามสมควรในความผิดฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงเห็นควรลงโทษในความผิดฐานนี้ในสถานเบา และเป็นคุณแก่จำเลย โดยให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๒ วรรคสอง เช่นเดียวกับผู้มีสัญชาติไทย

---------------------------------------------------------------------------

๘.           จำเลยมีความผิดอื่นอีกหรือไม่ ?

---------------------------------------------------------------------------

พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๑๑, ๑๒ , ๑๘ วรรคสอง, ๖๒ วรรคสอง  ปรับ ๑,๐๐๐ บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐  ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

 

นายธนชัย  เปรมธนวิศิษฎ์

นายอดล  ไตรรงค์ทอง

----------------------------------------------------------------

จำนวนผู้ที่เข้าชมในหน้านี้ 000004