Home

Custom Search

คนไทยพลัดถิ่นที่จังหวัดระนอง : คนไร้รัฐในภาคใต้ของประเทศไทย

โดย วรรณทนี รุ่งเรืองสภากุล[1]

เขียนเมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๔๘

เผยแพร่ในโพสต์ทูเดย์เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๘

----------------------------------------------

          เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคมที่ผ่านมา ดิฉันได้มีโอกาสลงไปที่จังหวัดระนองเพื่อไปพบกับเครือข่ายคนไทยพลัดถิ่นพร้อมกับคณะผู้สำรวจ อันได้แก่ ได้แก่ คุณจิราพร บุนนาค รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ,รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ,อาจารย์วรรณทนี รุ่งเรืองสภากุล,คุณฐิตินบ โกมลนิมิ และคุณจุฑิมาศ สุกใส โครงการสื่อสารสาธารณะ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ, คุณณาตยา แวววีรคุปต์ และคุณคเชนทร์ คัมภีร์ สถานีโทรทัศน์ ช่อง ๑๑ , คุณจอม เพชรประดับ ผู้สื่อข่าวอิสระ

 

เมื่อไปถึงก็ได้พบกับคุณภควิน แสงคง ผู้ประสานงานของโครงการปฏิบัติการของคนไทยพลัดถิ่นและแกนนำชาวบ้านอีกหลายคน  คุณภควินได้เล่าถึงประวัติความเป็นมาของการรวมตัวของ “เครือข่ายไทยพลัดถิ่น” จนกระทั่งออกมาในรูปของ“โครงการปฏิบัติการของคนไทยพลัดถิ่น” ให้ทางคณะผู้สำรวจฟังว่า “เครือข่ายไทยพลัดถิ่น” ได้เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๔ โดยการรวมตัวกันของแกนนำชาวบ้านไทยพลัดถิ่นจากจังหวัดระนอง จังหวัดชุมพร และจังหวัดประจวบคิรีขันธ์ โดยการรวมตัวดังกล่าวมีเป้าหมายที่ตรงกัน ก็คือ ต้องการให้มีการแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาด้านสถานะบุคคล

 

ดิฉันได้มีโอกาสคุยกับแกนนำบางคนจนพอทราบถึงสาเหตุของการเกิดปัญหาสถานะบุคคลของคนกลุ่มนี้ในเบื้องต้นว่า ชาวบ้านกลุ่มนี้อพยพมาจากทั้งจังหวัดมะริด จังหวัดทวาย และจังหวัดตะนาวศรี ประเทศพม่า ซึ่งในสมัยก่อนจังหวัดเหล่านี้เคยเป็นของประเทศไทยมาก่อน นั่นก็หมายความว่า คนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดต่างๆเหล่านี้เคยเป็นคนไทยมาก่อนด้วยนั่นเอง และสาเหตุที่ต้องอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยนั้นก็มาจากความรู้สึกที่ไม่ปลอดภัยนั่นเอง

 

 คุณสุทิน กิ่งแก้ว คนไทยพลัดถิ่นที่อพยพมาจากบ้านปกเปี้ยน จังหวัดตะนาวศรี ประเทศพม่าในปีพ.ศ.๒๕๓๗ เล่าให้ดิฉันฟังว่า ในขณะที่อยู่ที่จังหวัดตะนาวศรี ประเทศพม่านั้น ทหารพม่าจะเกณฑ์พวกผู้ชายไปเป็นลูกหาบเพื่อขนเสบียงไปรบกับชนกลุ่มน้อยตามแถวแนวชายแดน และตนก็อยู่ในกลุ่มที่ถูกเกณฑ์แรงงานดังกล่าวด้วย แต่ตนโชคดีที่เมื่อขนเสบียงไปถึงที่หมายแล้วสามารถหลบหนีมาได้ ผิดกับบางคนที่โชคร้ายเพราะได้เสียชีวิตในระหว่างทางที่ขนเสบียง หลังจากตนหนีมาได้จึงอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยแทน ส่วนผู้ชายในหมู่บ้านที่ไม่ต้องการถูกเกณฑ์แรงงาน ในช่วงตอนกลางคืนก็ต้องหนีไปนอนในป่าแทน  ในปัจจุบันตนยังไม่มีเอกสารแสดงตนใดๆ เลย

 

นอกจากนั้นคุณรสิตา ซุยยัง คนไทยพลัดถิ่นอีกคนที่อพยพมาจากบ้านปกเปี้ยน จังหวัดตะนาวศรี ประเทศพม่า ก็ได้เล่าถึงสาเหตุที่ต้องอพยพมาอยู่ในประเทศไทยเสริมจากคุณสุทิน ว่า บ้านของตนมีที่ดินถึง ๑๐๐ กว่าไร่ แต่เมื่อพ่อได้เสียชีวิตลง ทางการของประเทศพม่าก็ได้เข้ามายึดที่ดินไปจนเกือบหมด โดยไม่จ่ายค่าทดแทนให้ ประกอบกับผู้ชายก็ถูกเกณฑ์ไปเป็นลูกหาบ รวมทั้งทางการของประเทศพม่าต้องการจะผสมกลมกลืนคนเชื้อสายไทยกลุ่มนี้จึงบังคับให้เรียนรู้วัฒนธรรมของพม่า  ดังนั้น ตนจึงรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย และได้ตัดสินใจอพยพกลับเข้ามาอยู่ในประเทศไทยแทน ในขณะนี้ตนได้แต่งงานกับชายไทยแล้ว และมีลูกชาย ๑ คนซึ่งมีสัญชาติไทย แต่ตนยังไม่มีเอกสารแสดงตนใดๆเลย

 

เมื่อดิฉันได้ฟังปัญหาของแกนนำไทยพลัดถิ่น ทำให้ดิฉันรู้สึกว่า สภาพปัญหาไม่แตกต่างไปจากชนกลุ่มน้อยกลุ่มอื่นๆ ที่ดิฉันเจอเลย ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านสถานะบุคคล กล่าวคือ บางคนเข้ามาอยู่ในประเทศไทยนานแล้วแต่ก็ยังไม่มีเอกสารแสดงตนใดๆเลย บางคนมีเอกสารแสดงตนแต่ก็ยังไม่ได้รับการกำหนดสถานะบุคคลที่ถูกต้อง และเมื่อสถานะบุคคลยังไม่ชัดเจนสิ่งที่ตามมาคือ ปัญหาเรื่องการเดินทาง ปัญหาการถูกจับเพราะไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ปัญหาเรื่องการศึกษา โดยเฉพาะเรียนจบแล้วไม่ได้วุฒิบัตร ปัญหาเรื่องการรักษาพยาบาล ปัญหาเรื่องการทำงาน ปัญหาเรื่องการทำนิติกรรมสัญญาโดยเฉพาะกรณีอสังหาริมทรัพย์ ปัญหาเรื่องทัศนคติของเจ้าหน้าที่ หรือแม้แต่ปัญหาการขอความช่วยเหลือจากภาครัฐในกรณีที่ประสบภัยจากคลื่นสึนามิ

 

คุณภควิน เล่าให้ดิฉันฟังว่า มีคนไทยพลัดถิ่นบางคนที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยและได้รับผลกระทบจากคลื่นสึนามิ ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นคนไทยพลัดถิ่นที่บ้านบางเบน อำเภอกะเปอร์ (มีจำนวน ๒๗ ครอบครัว) บ้านราชกรูด อำเภอเมือง (มีจำนวน ๒๗ ครอบครัว) บ้านท่ากลาง (มีจำนวน ๓๓ ครอบครัว.) ท่าเรือบางกล้วย ท่าเรือคลองจาก ท่าเรือคึกฤทธิ์ ของกิ่งอำเภอสุขสำราญ  หรือที่ปากเตียม (บางกล้วย) จังหวัดพังงา (มีจำนวน ๙ ครอบครัว) เป็นต้น 

 

คุณภควินได้เล่าถึงชีวิตของคนไทยพลัดถิ่นครอบครัวหนึ่งที่ภรรยาหายไปพร้อมกับคลื่นสึนามิให้ฟังว่า ตนจำชื่อของสามีและภรรยาคู่นี้ไม่ได้ แต่ทราบข้อมูลของสามีและภรรยาคู่นี้เพราะเป็นสมาชิกของเครือข่ายไทยพลัดถิ่นที่อยู่ในกลุ่มบางเบน จังหวัดระนอง สามีภรรยาคู่นี้เป็นคนไทยพลัดถิ่นที่อพยพมาจากมะริด ประเทศพม่า ฝ่ายชายนับถือศาสนาอิสลาม ทั้งคู่มีลูกด้วยกัน ๔ คน ลูก ๒ คนแรกเกิดที่มะริด ประเทศพม่า ส่วนอีก ๒ คนเกิดที่บ้านบางเบน จังหวัดระนอง บ้านของสามีภรรยาคู่นี้อยู่หลังโรงเรียนบ้านสำนัก บางเบน จังหวัดระนอง  

 

สามีภรรยาคู่นี้ได้ไปรับจ้างทำงานก่อสร้างที่เขาหลัก อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดระนอง โดยพาลูกคนเล็ก ๒ คนไปด้วย ส่วนลูกคนโต ๒ คนอยู่ที่บ้านบางเบน จังหวัดระนอง ในวันที่เกิดเหตุการณ์นั้น คุณภควิน เล่าให้ฟังว่า ฝ่ายสามีเห็นคลื่นสึนามิแล้วจึงพาภรรยากับลูกวิ่งขึ้นไปบนที่สูง/บนดอน เมื่อถึงบนที่สูงแล้วฝ่ายภรรยากลับวิ่งต่อไปข้างหน้า ปรากฏว่าในขณะนั้นน้ำกลับซัดเข้ามาและพาภรรยาหายไปกับน้ำ เมื่อเหตุการณ์สงบลงฝ่ายสามีจึงไปตามภรรยาที่โรงพยาบาลตะกั่วป่า ซึ่งปรากฏว่ามีรายชื่อของภรรยาอยู่ที่โรงพยาบาลแต่หาตัวภรรยาไม่เจอ และในปัจจุบันนี้ฝ่ายสามีกับลูกก็กลับมาอยู่ที่จังหวัดระนองโดยที่ไม่ทราบว่าภรรยายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ และทางฝ่ายสามีก็ไม่กล้าไปขอความช่วยเหลือจากภาครัฐ ทั้งนี้เพราะว่าไม่มีเอกสารทางราชการใดๆเลย และในขณะนี้ทาง“โครงการปฏิบัติการของคนไทยพลัดถิ่น” ก็ได้มีประชุมเพื่อหาทางช่วยเหลือให้กับครอบครัวนี้ต่อไป โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือทางด้านการศึกษาสำหรับเด็กทั้งสี่คนที่กำลังศึกษาอยู่

 

หลังจากเครือข่ายคนไทยพลัดถิ่นได้ถูกจัดตั้งอย่างเป็นทางการแล้ว ทางเครือข่ายก็ได้กำหนดแผนงานการสำรวจข้อมูลของคนไทยพลัดถิ่นในหลายรูปแบบ ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการจัดเวทีความเข้าใจ การจัดลงทะเบียนของแต่ละพื้นที่ การออกแบบสอบถามจัดเก็บข้อมูล รวมไปถึงการเก็บข้อมูลของคนไทยพลัดถิ่น

 

ในปัจจุบันทางเครือข่ายได้ทำการสำรวจข้อมูลของคนไทยพลัดถิ่นในจังหวัดระนอง (ได้แก่ อำเภอสุขสำราญ ๓๗๐ คน ,อำเภอกะเปอร์ ๕๙๐ คน ,อำเภอละอุ่น ๔๘๐ คน ,อำเภอกระบุรี ๑,๓๕๐ คน ,อำเภอเมือง ๑,๓๕๐ คน) และจังหวัดชุมพร (ได้แก่ อำเภอท่าแซะ ๖๐๐ คน) ไปบางส่วนแล้ว แต่คนไทยพลัดถิ่นที่อยู่ในจังหวัดประจวบคิรีขันธ์นั้นยังไม่ได้ดำเนินการสำรวจ และงบประมาณที่นำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการนั้น ทางคุณภควิน เล่าให้ฟังว่า ทาง“โครงการปฏิบัติการของคนไทยพลัดถิ่น” ได้จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ ๓ ประการ คือ (๑) เพื่อเป็นเวทีพบปะคนไทยพลัดถิ่น  (๒) เพื่อให้เกิดการออม โดยการออมจะแบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ (๒.๑) “แบบสัจจะ” ทางกลุ่มจะกำหนดหุ้นโดยแต่ละหุ้นมีมูลค่าหุ้นละ ๑๐ บาท สมาชิกแต่ละคนจะถือหุ้นได้ไม่เกิน ๕ หุ้น และสมาชิกที่เดือดร้อนเรื่องเงินสามารถมากู้ยืมเงินได้  (๒.๑) “แบบสมทบ” สมาชิกทุกครอบครัวต้องจ่ายเงินสมทบครอบครัวละ ๒๐ บาท/เดือน เพื่อนำเงินดังกล่าวมาเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่างๆโดยเฉพาะงานด้านสถานะบุคคล และ (๓) เพื่อเป็นเวทีตรวจสอบ/รับรองสถานะของคนไทยพลัดถิ่น ดังนั้น งบประมาณของค่าใช้จ่ายโดยส่วนใหญ่จึงนำมาจากเงินสมทบของสมาชิกนั่นเอง

 

และเนื่องจากคนไทยพลัดถิ่นนั้นมีจำนวนมาก ทางคุณภควินจึงบอกกับดิฉันว่าจะเริ่มแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลให้กับสมาชิกของกลุ่มออมทรัพย์ก่อนซึ่งมีจำนวนประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าคน ทั้งนี้เนื่องจากว่ามีประวัติและรู้จักบุคคลกลุ่มนี้ดี จึงสามารถรับรองบุคคลกลุ่มนี้ได้นั่นเอง

 

          ดังนั้น จะเห็นได้ว่า คนไทยพลัดถิ่นกลุ่มนี้จึงเป็นบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง อย่าให้เขาต้องรู้สึกว่า เมื่ออยู่ที่ประเทศพม่าก็กลายเป็นชนกลุ่มน้อยเพราะถูกมองว่าเป็นคนไทยไม่ใช่คนพม่า และเมื่อกลับมาอยู่ที่ประเทศไทยก็ถูกมองว่าเป็นคนพม่าไม่ใช่คนไทย ทั้งๆที่ในในสายเลือดและจิตใจแล้วเป็นคนไทยเต็มตัว

--------------------------------------------------------------------------



[1] อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ และผู้ประสานงานโครงการวิจัยเด็กไร้รัฐ. มสช

จำนวนผู้ที่เข้าชมในหน้านี้ 005447