Home

Custom Search

“ยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิบุคคล”

โดย คณะทำงานด้านวิชาการของ ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรี (นายจาตุรน ฉายแสง

20 มกราคม พ.ศ.2548

------------------------------------------------------------------------------

๑)    ทำไมรัฐต้องเร่งแก้ปัญหาเรื่องสถานะบุคคลและสัญชาติ ?

-----------------------------------------------------------------------------------

เพราะ ปัจจุบันประเทศไทยมีกลุ่มคนที่มีปัญหาสถานะบุคคลอาศัยอยู่หลายกลุ่ม อาศัยอยู่ในประเทศไทยมานาน รวมทั้งบุตรหลานที่เกิดขึ้นในภายหลัง มีจำนวนมากถึงประมาณสองล้านคนและอนาคตมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีก  ปัญหาดังกล่าว มีผลกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตอย่างมาก  หากปล่อยทิ้งไว้จะเกิดปัญหาสะสมและจะลุกลามจนเกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติหลายด้านในระยะยาว  ดังนี้คือ

๑.     เกิดปัญหาด้านสังคม / สถานภาพ และสิทธิการดำรงชีวิต  โดยเฉพาะลูกหลาน

๒.    เป็นภาระของภาครัฐในการควบคุมดูแล

๓.    อาจเกิดความขัดแย้งกับคนไทยและความไม่สงบเรียบร้อย

๔.    มีปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ

------------------------------------------------------------------------------

๒)    เดิมรัฐแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร ?

------------------------------------------------------------------------------

๒.๑ ที่ผ่านมา  รัฐแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง  มีมติครม. รับรองสถานะให้กลุ่มเป้าหมาย ได้รับสถานะเป็นบุคคลต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย  การแปลงสัญชาติเป็นไทยแก่ผู้อพยพที่มีเชื้อสายไทย  การให้สัญชาติไทยแก่บุตรบุคคลเหล่านี้ซึ่งเกิดในประเทศไทย  และได้ปฏิบ้ติตามมติครม. และกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องต่างๆ มาเป็นระยะ

 

๒.๒  การปฏิบัติตามกฎหมาย  ยังมีความล่าช้าหลายเรื่อง  มีการใช้ดุลยพินิจเกินจำเป็นและเน้นการแก้ไขเป็นรายเฉพาะกรณีมากกว่าการแก้ไขเป็นกลุ่มใหญ่  โดยกำหนดเกณฑ์การพิจารณาที่ชัดเจนให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่ม  ซึ่งมีคุณสมบัติและลักษณะเฉพาะแตกต่างกัน

 

๒.๓  ขาดกลไกและการจัดการที่เป็นระบบและขาดมุมมองที่เชื่อมโยงกับทุกประเด็นปัญหาที่ครอบคลุมและครบวงจร

 

๒.๔  เดิมมีแนวคิดแก้ปัญหาโดยมุ่งเน้นความมั่นคงของชาติ  โดยมีข้อกังวลว่าบุคคลไร้สถานะจะเกี่ยวพันกับการลักลอบการค้ายาเสพติดหรือตัดไม้ทำลายป่า  หวาดระแวงว่าจะมีการทะลักเข้ามาใหม่ของกลุ่มผู้อพยพจากภายนอกประเทศ  กังวลว่าคนไม่ดีจะแทรกเข้ามาได้รับสัญชาติ  จนกลายเป็นเข้มงวดจนทำให้สุจริตชนจำนวนมากที่อาศัยอยู่ในประเทศมานาน บางส่วนเกิดในไทยต้องขาดโอกาสได้รับสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน

------------------------------------------------------------------------------

๓)    กว่าจะได้ยุทธศาสตร์ใหม่  รัฐได้ดำเนินการอย่างไรบ้าง

------------------------------------------------------------------------------

๓.๑  เมื่อ ๑๘ พ.ค. ๔๗  คณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของของนายกรัฐมนตรี  ตระหนักความสำคัญของปัญหาสถานะบุคคล  จึงมีมติเห็นชอบให้แก้ไขปัญหาในภาพรวมทั้งระบบเกี่ยวกับสัญชาติขอบุคคลต่างด้าวและบุตร โดยเฉพาะในส่วนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน  ประกอบอาชีพสุจริตและประพฤติตนเป็นพลเมืองที่ดี  โดยมอบรองนายกรัฐมนตรี (นายจาตุรนต์  ฉายแสง) รวบรวมจัดทำขัอมูลและข้อเสนอแนะการแก้ปัญหาเพื่อนำเสนอนายกรัฐมนตรี  พิจารณาต่อไป

 

๓.๒  ระหว่างพฤษภาคม ๔๗ – พฤศจิกายน ๔๗  รองนายกรัฐมนตรี ( นายจาตุรนต์  ฉายแสง)  ได้มอบหมายให้สำนักสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นฝ่ายเลขานุการในการพิจารณารวบรวมข้อมูลและเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหา  สมช.จึงได้จัดประชุมระดมความคิดเห็นจากผู้แทนองค์กรที่เกี่ยวข้อง  ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ  ภาควิชาการ และองค์กรพัฒนาเอกชนอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง  เพื่อยกร่างและพัฒนายุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคลจนแล้วเสร็จ  ผลจากการหารือร่วมจากทุกภาคส่วน  ได้สร้างความเข้าใจร่วม  มีความรอบด้านต่อการแก้ปัญหา  สร้างความเป็นเอกภาพทางแนวคิดและแนวทางปฏิบัติ  ระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

๓.๓  นำเสนอต่อนายกรัฐมนตรี  และได้รับความเห็นชอบ (เมื่อ ๒๕ พย. ๔๗)  โดยให้นำเสนอต่อที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติเพื่อพิจารณาต่อไป  แต่เนื่องจากนายกรัฐมนตรีมีภารกิจต้องแก้ไขปัญหาผู้ประสบภัยจากคลื่นยักษ์สึนามิ  จึงทำให้การประชุมต้องเลื่อนระยะเวลาออกไป

 

๓.๔  วันที่  ๑๒ มค. ๔๘  ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ  โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน  มีมติเห็นชอบ  ต่อร่างยุทธศาสตร์ดังกล่าว  และให้นำเสนอต่อที่ประชุมครม.โดยเร็ว

 

๓.๕  วันที่  ๑๘ มค.  ๔๘  ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ  มีมติเห็นชอบต่อร่างยุทธศาสตร์  การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิบุคคล

 

ในระหว่างกระบวนการในการดำเนินการรัฐบาลก็ได้รับการร้องเรียน  กรณีบุคคลไร้สัญชาติและสถานะหลายกรณี  และมีหลายกรณีสะท้อนให้เห็นความล่าช้าในการจัดการ  มีกรณีตัวอย่างที่สนับสนุนให้เห็นว่ายุทธศาสตร์ ใหม่นี้สอดคล้องกับความต้องการ  ตรงกับสภาพที่เป็นจริงของกลุ่มเป้าหมาย

------------------------------------------------------------------------------

๔)    ยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิบุคคลมีแนวคิดใหม่อย่างไร ?

------------------------------------------------------------------------------

เป็นการใช้แนวคิดการจัดการปัญหาความมั่นคงในมิติใหม่  กล่าวคือ คำนึงถึงความสมดุลของสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์และความมั่นคงของชาติควบคู่กัน  ไม่ใช้ปัญหาและข้อจำกัดในอดีตมาเป็นอุปสรรคต่อการแสวงหาทางออกในการแก้ปัญหาในปัจจุบันและอนาคต 

 

โดยมีแนวคิดสำคัญดังนี้ คือ

·       ให้ความสำคัญคุณค่าความหลากหลายของวิถีชีวิตและวัฒนธรรม

·       คำนึงถึงความเท่าเทียมของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  สิทธิขั้นพื้นฐาน ทัศนคติที่ดีต่อกัน

·       ยอมรับความจริงว่ามีคนบางกลุ่มไม่สามารถกลับประเทศของตนได้

·       สร้างความสมดุลระหว่างหลักสิทธิมนุษยชน  ความมั่นคงของมนุษย์ และ ความมั่นคงของชาติ

·       อาศัยทุกภาคส่วน / ประชาคม  ระหว่างประเทศร่วมแก้ปัญหา

 

ยุทธศาสตร์ได้แบ่งเป็น ๔ ประการ คือ

๑.   ยุทธศาสตร์การกำหนดสถานะ  จะมีการกำหนดสถานะที่เหมาะสมให้แก่กลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่ม  มีการจัดทำเอกสารแสดงตน

๒.  ยุทธศาสตร์การให้สิทธิขั้นพื้นฐาน  จะมีการดูแลคุ้มครองให้ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างทั่วถึง

๓.  ยุทธศาสตร์การดำเนินการเชิงสร้างสรรค์  เพื่อป้องกันการอพยพเข้ามาใหม่  โดยเพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันและสกัดกั้นการเดินทางเข่ามาในประเทศอย่างไม่ถูกต้อง

๔.  ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการ  กำหนดแนวทางดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและทุกภาคส่วน  เพื่อร่วมมือกันในการดำเนินการตามยุทธศาสตร์

------------------------------------------------------------------------------

๕)    ทำไมจึงไม่ใช้ชื่อยุทธศาสตร์การให้สัญชาติ ?

------------------------------------------------------------------------------

ทั้งนี้  เพราะรัฐไม่ได้มีความประสงค์จะแจกสัญชาติให้แก่กลุ่มเป้าหมายทุกคน  โดยไม่คำนึงถึงคุณสมบัติและหลักเกณฑ์  หากแต่มุ่งแก้ปัญหาให้ประชาชนและผู้มาอาศัยอยู่ในประเทศทุกคนได้มีสถานะ  มีชีวิตอยู่อย่างเปิดเผยไม่ต้องหลบซ่อน  หรือหลบเลี่ยงกฎหมาย  มีบัตรแสดงตนในฐานะที่เป็นมนุษย์  และได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์อย่างทั่วถึง  ทั้งด้านสาธารณสุข  การศึกษา  และอื่นๆ  สำหรับกลุ่มผู้มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่ควรได้รับสัญชาติ  ซึ่งเป็นกลุ่มหนึ่งในยุทธศาสตร์นี้  จะได้รับการดำเนินการอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

------------------------------------------------------------------------------

๖)    หลักเกณฑ์  ประเภทและการจำแนกสถานะ  เป็นอย่างไร  และจะเริ่มใช่เมื่อไร ?

------------------------------------------------------------------------------

หลังมติ  ครม. รัฐบาลได้เร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการกำหนดหลักเกณฑ์การจำแนกสถานะบุคคลให้มีความชัดเจน  จัดวางระบบการสำรวจและเชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูลทุกระดับ  ให้ครอบคลุมถึงระดับอำเภอ  เตรียมความพร้อมของกลไกการจัดการทุกภาคส่วน  รวมทั้งกระทรวงมหาดไทย  ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ  โดยมีสำนักสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นศูนย์อำนวยการ  ประสานงาน ติดตาม ประเมินผล

------------------------------------------------------------------------------

๗)   กลุ่มเป้าหมายใดบ้างที่ได้รับประโยชน์จากยุทธศาสตร์นี้ ?

------------------------------------------------------------------------------

การแก้ไขปัญหาจะครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายทั้ง ๖ ประเภท ได้แก่

 

๑) กลุ่มที่อพยพเข้ามาในประเทศและอาศัยอยู่เป็นเวลานานแล้ว  ประกอบด้วย ๒ กลุ่มย่อย คือ   กลุ่มที่ทางราชการมีนโยบายกำหนดสถานะให้อาศัยอยู่ในประเทศไทยอย่างถาวร  ซึ่งได้รับสถานะไปแล้วแต่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ  เนื่องจากปัญหาและข้อจำกัดในทางปฏิบัติ โดยเหลือผู้ที่อยู่ระหว่างการยื่นคำร้อง จำนวนประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ คน และกลุ่มที่ทางราชการสำรวจและจัดทำทะเบียนประวัติควบคุมไว้ โดยผ่อนผันให้อยู่ชั่วคราวจำนวน ๓๖๐,๐๐๐ คนเศษ รวมทั้งสองกลุ่มประมาณ ๔๘๐,๐๐๐ คน ซึ่งประกอบด้วยผู้ที่มีเชื้อสายไทยและไม่ได้มีเชื้อสายไทย

 

๒) กลุ่มบุคคลที่เรียนอยู่ในสถานศึกษาในประเทศไทย แต่ไม่มีสถานะที่ถูกต้องตามกฎหมายตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงอุดมศึกษาจำนวนประมาณ ๖๐,๐๐๐ คนเศษ

 

๓) กลุ่มคนที่มีคุณประโยชน์แก่ประเทศ ได้แก่ บุคคลที่มีผลงาน/ ความรู้ ความเชี่ยวชาญที่เป็นประโยชน์รต่อการพัฒนาประเทศ อาทิ ในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การศึกษา ศิลปะ วัฒนธรรม การกีฬา (ไม่สามารถกำหนดจำนวนเป้าหมายที่ชัดเจน เนื่องจากขึ้นอยู่กับการพิจารณาเป็นกรณีไป)

 

๔) กลุ่มคนไร้รากเหง้า ได้แก่ บุคคลที่ขาดบุพพการี หรือ ถูกบุพพการีทอดทิ้งซึ่งอยู่นอกสถานรับเลี้ยงของรัฐและอาศัยอยู่ในประเทศไทย และกลุ่มที่ไม่สามารถกำหนดจำนวนเป้าหมายที่ชัดเจนต้องมีการสำรวจตรวจสอบเพิ่มเติม

 

๕) กลุ่มแรงงานต่างด้าว (พม่า ลาว และกัมพูชา) ที่ได้รับการจดทะเบียนซึ่งอาจมีบางส่วนที่ประเทศต้นทางไม่ได้ยอมรับกลับ คาดว่ามีจำนวนประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ คนเศษ และหากไม่สามารถรับรองสถานะให้นำเข้าสู่กระบวนการพิจารณากำหนดสถานะที่เหมาะสมตามข้อเท็จจริงตามมาตรการระยะยาวของยุทธศาสตร์

 

๖) กลุ่มอื่น ๆ ที่เหลือ ได้แก่ กลุ่มที่ไม่มีคุณสมบัติในการรับรองสถานะ ยุทธศาสตร์ได้กำหนดให้มีคณะอนุกรรมการ ประกอบด้วยจากทุกภาคส่วนร่วมกำหนดภายใต้มาตรการระยะยาว

 

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มแรงงานต่างด้าว ๓ สัญชาติ พม่า ลาว และกัมพูชาที่ได้รับการจดทะเบียนและสามารถเข้าสู่ระบบการจ้างงานที่ถูกต้อง ซึ่งได้รับการยอมรับจากประเทศต้นทางจำนวนเกือบ ๑ ล้านคน และผู้หนีภัยสู้รบที่อาศัยอยู่ในที่พักพิงชั่วคราวมานาน ๑๑๐,๐๐๐ คน โดยสองกลุ่มนี้ จะอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์เฉพาะในเรื่องของการสำรวจจัดทำทะเบียนประวัติและเอกสารแสดงตนเท่านั้น

------------------------------------------------------------------------------

๘)    รัฐจัดระบบการบริหารจัดการอย่างไรที่จะทำให้ยุทธศาสตร์นี้บรรลุผล?

------------------------------------------------------------------------------

๘.๑ การบริหารจัดการได้รับการเสริมในทุกระดับให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จะจัดให้มีชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่ครอบคลุมถึงในระดับอำเภอ

 

๘.๒  มีกลไกซึ่งเป็นคณะกรรมการเฉพาะกิจพิเศษดำเนินการกำหนดสถานะโดยมีความคล่องตัวไม่ติดกับระบบปกติของทางราชการ

 

๘.๓ มีคณะกรรมการนโยบายและอำนวยการแก้ไขปัญหาสถานะของสิทธิบุคคล รายงานผลต่อนายกรัฐมนตรีและสภาความมั่นคงแห่งชาติ

 

๘.๔ เสริมด้วยพลังการมีส่วนร่วมของนักวิชาการ ภาคเอกชน องค์กรชุมชน และประชาชนมาร่วมในทุกระดับ

 

๘.๕ มีการมอบอำนาจการอนุมัติสถานะลงไปสู่ระดับที่เหมาะสมเพื่อรองรับต่อกลุ่มเป้าหมายที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อให้การบริหารจัดการกำหนดสถานะมีประสิทธิภาพโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้

 

ทั้งนี้รัฐจะจัดงบประมาณและจัดจ้างบุคลากรเพิ่ม เพื่อดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว และเมื่อมีการดำเนินการตามยุทธศาสตร์อย่างจริงจังทั้งระบบ คาดว่าจะแก้ปัญหาที่สะสมได้ภายในสองปี

------------------------------------------------------------------------------

จำนวนผู้ที่เข้าชมในหน้านี้ 000660