Home

Custom Search
เสวนาเรื่องปัญหาการให้สถานะบุคคลที่ชอบด้วยกฎหมายแก่อาจารย์อายุ นามเทพ
อาจารย์อายุประสบความไร้รัฐเนื่องจากเป็นบุคคลที่เกิดในประเทศพม่าจากบิดามารดาซึ่งเป็นคนเชื้อชาติกะเหรี่ยงที่เกิดในประเทศพม่า ครอบครัวของอาจารย์อายุอพยพหนีภัยความตายจากพม่าเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ราว พ.ศ.๒๕๐๒  อาจารย์อายุจึงไม่ได้รับการยอมรับในทะเบียนราษฎรของรัฐพม่าในสถานะของคนสัญชาติพม่า บุคคลทั้งสองจึงตกเป็นคนไร้สัญชาติในประเทศพม่า และอาจารย์อายุก็ไม่เคยได้รับการลงรายการสถานะในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยในสถานะของคนสัญชาติพม่า อาจารย์อายุจึงตกเป็นคนไร้สัญชาติในประเทศไทย เช่นกัน ดังนั้น ในที่สุด จึงสรุปได้ว่า อาจารย์อายุจึงไม่มีเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคลที่ออกโดยรัฐใดเลย จึงมีสถานะเป็นคนไร้รัฐในประชาคมโลก  อาจารย์ทำประโยชน์ให้แก่วงวิชาการดุริยศิลป์ไทยมานานเกือบสามสิบปี เราจะปล่อยให้อาจารย์เป็น "คนเถื่อน" ต่อไปหรือ ?

กรณีเด็กชายวิษณุ บุญชาและครอบครัว : คนไร้รัฐแห่งสมุทรปราการ
น้องวิษณุเป็นหลานของป้าสันที ซึ่งเป็นมอญไร้รัฐแห่งจังหวัดทะวาย ประเทศพม่า ป้าสันทีไม่มีชื่อในทะเบียนราษฎรของรัฐพม่า แม้เกิดในประเทศพม่า เมื่อพม่าไม่สงบ ด้วยเหตุที่มีการสู้รบระหว่างชนกลุ่มน้อย ป้าสันทีก็ทำแบบคนมอญในทะวายทำ ก็คือ เดินมาประเทศไทย มาถึงประเทศไทยตั้งแต่ก่อน พ.ศ.๒๕๑๒ ถ้าป้าจะอยู่ตามแนวชายแดน ป้าก็คงได้ถือบัตรสีชมพูของกรมการปกครอง และในวันนี้ ก็คงได้ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว อันหมายความว่า เป็นคนต่างด้าวที่ถูกกฎหมาย แต่เมื่อป้าสันทีไม่ทำเหมือนคนมอญคนอื่น ป้าเลือกที่จะพาครอบครัวเดินทางเข้ามาอาศัยอยู่ที่สมุทรปราการ ครอบครัวของป้าจึงยังไร้เอกสารที่ออกโดยรัฐ วิษณุซึ่งเป็นหลานชายน้อย จึงได้รับผลพวงจากป้าที่มีอยู่ นั่นก็คือ ความเป็นบุคคลที่ไม่มีเอกสารรับรองโดยรัฐ ในวันนี้ รัฐบาลไทยได้สำรวจปัญหาของเด็กในโรงเรียนที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร ฟังว่า น้องวิษณุได้รับการสำรวจแล้ว เราจะใช้กรณีวิษณุเป็น "ตัวนำเรื่อง" ที่จะทำให้สังคมไทยเข้าใจปัญหาของบุญมีผู้เป็นมารดา และสันทีผู้เป็นยาย

รวมงานเขียนเรื่องคนไร้รัฐไร้สัญชาติเพราะรากเหง้าในประเทศไทย
แนวคิดเรื่องเด็กไร้รากเหง้าเป็นแนวคิดที่ไม่ค่อยรู้จักกันในประเทศไทย โดยเฉพาะในการศึกษานิติศาสตร์ในประเทศไทย ทั้งที่ปัญหานี้นำไปสู่การเกิดขึ้นของเด็กไร้รัฐจำนวนมากในประเทศไทย ซึ่งปัญหาความไร้รัฐนั้นมีความร้ายแรงมากกว่าปัญหาความไร้สัญชาติ  คนไร้รัฐนั้นย่อมหมายความถึงบุคคลธรรมดาซึ่งไม่ได้รับการยอมรับโดยรัฐใดเลยว่า มีสัญชาติของตน และนอกจากนั้น ก็ไม่มีหากกฎหมายของรัฐใดรัฐหนึ่งบนโลกนี้ยอมรับให้ “สิทธิอาศัย” อีกด้วย บุคคลจึงไม่อาจตั้งบ้านเรือนโดยชอบด้วยกฎหมายในรัฐใดเลยของโลก ไม่มีรัฐใดยอมรับเป็นเจ้าของภูมิลำเนาของบุคคล บุคคลนี้ก็จะไม่มีทั้งสัญชาติและภูมิลำเนา กล่าวก็คือ บุคคลนี้ก็จะตกเป็นคนไร้รัฐ เป็นคนต่างด้าวในทุกประเทศของโลก และเป็นคนต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมายในทุกประเทศของโลก โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐที่มีสิทธิให้สัญชาติของตนแก่บุคคล ก็คือ รัฐที่มีจุดเกาะเกี่ยวกับบุคคล จุดเกาะเกี่ยวระหว่างรัฐและเอกชนอาจจะเกิดขึ้นโดยหลักดินแดนหรือหลักบุคคลก็ได้ จุดเกาะเกี่ยวนี้อาจจะเป็นไปในขณะที่เกิดหรือภายหลังการเกิดก็ได้

รวมงานเขียนเรื่องเด็กชายหม่อง ทองดี : เด็กนักเรียนไร้สัญชาติที่เกิดในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๐ จากบุพการีเชื้อสายไทยใหญ่ซึ่งเกิดในรัฐฉาน ประเทศพม่า
เมื่อฟังข้อเท็จจริงว่า เด็กชายหม่อง ทองดี ไม่มีสัญชาติไทย สิทธิในการเข้าเมืองและอาศัยอยู่ในประเทศไทย ย่อมเป็นไปตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.๒๕๒๒ และเมื่อฟังได้ว่า เด็กชายหม่อง ทองดี เป็นคนไร้สัญชาติในทะเบียนราษฎรไทยที่มีสิทธิอาศัยตามมาตรา ๑๗ แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.๒๕๒๒  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยซึ่งรักษาการตามกฎหมายนี้ ย่อมมีอำนาจหน้าที่จะอนุญาตให้สิทธิเดินทางเข้าและออกประเทศไทยได้อย่างแน่นอน

รวมงานเขียนเรื่องคนสองหรือหลายสัญชาติเพื่อขอเชิญท่านทั้งหลายมาเสวนากันค่ะ
แค่เป็นคนสองสัญชาติไม่น่าจะเป็นเหตุแห่งการถอนสัญชาติไทย ในยุคที่การข้ามชาติเป็นเรื่องทำได้ง่ายและไม่นานนัก การไปมีความสัมพันธ์กับรัฐต่างประเทศ อาทิ การมีบุพการีฝ่ายหนึ่งเป็นคนต่างด้าวหรือคู่สมรสเป็นคนต่างด้าวหรือการไปตั้งรกรากในต่างประเทศ จึงไม่อาจหมายความโดยอัตโนมัติว่า บุคคลจะสิ้นความผูกพันกับประเทศไทยเสมอไป หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นประสงค์ร้ายต่อสังคมไทยโดยทันที   ในขณะเดียวกัน ความเป็นภัยต่อรัฐไทยอาจเกิดขึ้นได้แม้บุคคลนั้นมีสัญชาติไทยแต่เพียงสัญชาติเดียว เพราะไม่มีความสัมพันธ์กับรัฐต่างประเทศเลย กล่าวคือ มีบุพการีเป็นคนไทยหรือคู่สมรสก็เป็นคนไทยหรือบ้านเรือนตั้งรกรากในประเทศไทย โดยสรุป การมีหลายสัญชาติและความเป็นภัยต่อรัฐเป็นคนละเรื่องกัน ไม่ได้เป็นเหตุเป็นผลต่อกัน  การเอาเหตุที่มีหลายสัญชาติมาเป็นเหตุให้ถูกถอนสัญชาติไทยจึงเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะมีเหตุผล 

รวมงานเขียนเกี่ยวกับคนไทยพลัดถิ่น
หลายวันก่อน ครูหยุยโทรมาบอกว่า ให้รับทำงานเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไร้รัฐคนไร้สัญชาติ และต่อมา เจ้าหน้าที่กระทรวงพัฒนาความมั่นคงของมนุษย์ฯ ก็โทรมาประสานงานการตั้งคณะทำงานที่มีชื่อว่า “คณะทำงานพัฒนาคุณภาพชีวิตและกลุ่มเป้าหมายเฉพาะด้านคนไร้สัญชาติ กลุ่มชาติพันธ์ คนไทยพลัดถิ่น” ดังนั้น การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับคนไร้รัฐคนไร้สัญชาติจึงต้องทำกันอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้มวลมิตรใหม่ที่เข้ามาร่วมศึกษาได้เริ่มต้นนับหนึ่ง หรือเราเองที่ศึกษามานานแล้ว ได้มีโอกาสที่จะพัฒนาองค์ความรู้ของเราให้ทันสมัยและเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน

กรณีนายบ๊อบบี้ สุทธิบุตร : กรณีศึกษาคนไร้รัฐเพราะตกหล่นจากทะเบียนราษฎรของรัฐทุกรัฐบนโลกทั้งที่มีสัญชาติไทยโดยหลักสืบสายโลหิตจากมารดา
ด้วยวิธีคิดแบบผู้ใหญ่  ในปี ๒๕๔๐ เริ่มศึกษาวิธีที่แก้ไขสถานะภาพของตัวเองอยู่หลายอย่าง  เช่น ไปติดต่อที่อำเภอ ภาษีเจริญ ที่เขตอาศัยอยู่  ไปที่กระทรวง  ไปสถานทูตอเมริกา  ไปกองทะเบียนราษฎร์ ไปปรึกษาสภาทนายความ  แต่ผมไปเองโดยที่ไม่มีผู้ใหญ่คนไหนให้ความช่วยเหลือ  ทางบ้านที่ดำเนินสะดวก  พยายามติดต่อเขต เพื่อแอบลักไก่  หรืออัดเข้าสำเนาทะเบียนบ้าน  แต่ไม่สำเร็จ เพราะไม่สำเร็จเพราะมีชื่อเป็นฝรั่ง  ทำยาก  ถ้ามีชื่อเป็นคนไทย  ก็คงได้ไปแล้ว เคยมีคนพยายามติดต่อ ยื่นข้อเสนอโดยใช้วิธีสวมรอย  บุคคลอื่น  เป็น บุคคลสาบสูญ  หรือคนที่ตายแล้วไม่ได้แจ้งมรณะเป็นจำนวนหลักหมื่นบาท  แต่ก็ไม่กล้า  กลัวโดนหลอก  และผลที่ตามมาจนแล้วจนรอด  ก็ไม่สำเร็จ  

กรณีครอบครัวอภิสกุลไพศาล : คนไร้สัญชาติแห่งอำเภอแม่จัน เชียงราย
อ.แหววจำ "ระยอง" ได้เสมอ วันที่ไปถึงแม่ฟ้าหลวงในวันหนึ่งของ ปี พ.ศ.๒๕๔๒ ระยองเอาหนังสือร้องเรียนมาส่งให้ อ.แหววดูแล้ว ก็ไม่เห็นว่า มันจะยุ่งยากอะไร ก็บอกวิธีการแก้ไขไปแล้ว แต่วันนี้ เป็นวันในปี พ.ศ.๒๕๔๙ ระยองก็ยังทุกข์เหมือนเดิม แถมน้องแพร บุตรสาวของระยองก็เกือบจะตกเป็นเด็กไร้รัฐ หาก อ.แหววช่วยไม่ทัน  ดังนั้น ปีนี้ คงต้องทำเรื่องของครอบครัวอภิสกุลไพศาลให้จบเสียที ก็อยากรู้เหมือนกันว่า กฎหมายจะมีความศักดิ์สิทธิ์เพียงใด ? อ.แหววมีความเชื่อในกฎหมาย และเชื่อว่า อ.ด๋าว ลูกศิษย์ของ อ.แหวว ก็จะสามารถใช้กฎหมายเยียวยาความเสียหายของครอบครัวอภิสกุลไพศาลได้ ก็หวังว่า อำเภอแม่จันและจังหวัดเชียงรายจะมีความรักในมนุษย์เช่นกัน การจะปล่อยให้คน ๑๓ คนทุกข์มา ๑๐ กว่าปีแล้ว คงเป็นบาปกรรมอย่างยิ่ง ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยดลบันดาลใจให้ครอบครัวอภิสกุลไพศาลพ้นความทุกข์จากเหตุที่ไร้สัญชาตินี้เสียที 

กรณีน้องแวว สุขนวน : คนไร้สัญชาติแห่งเพชรบูรณ์
เราฟังเรื่องราวของ “แวว สุขนวน” ก่อนที่จะได้เจอตัวจริง ในวันที่เราไปเยี่ยมหมันขาว พ่อของแวว พาแววมาจากนาสะอุ้ง เพราะรู้ว่า อาจารย์แหววอยากเห็นแวว แววเป็นเด็กหญิงตัวอ้วนกลม ท่าทางเป็นสุข คงไม่ทราบว่า ตนเองประสบความไร้สถานะทางทะเบียนราษฎร  ก็คือ .เป็นคนไร้รัฐนั่นเอง โดยกฎหมายสัญชาติ แววเป็นคนสัญชาติไทยโดยการเกิด ไม่ต้องรอให้ใครมาให้สัญชาติไทย เพราะเกิดในขณะที่บิดาและมารดาถือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว  เป็นเรื่องแปลก แต่จริง เพราะแต่ตั้งแต่แววเกิดจนถึงปี พ.ศ.๒๕๔๙ นี้ แววก็ยังไม่เคยได้ใช้สิทธิในสัญชาติไทยเลย เพราะไม่มีการเพิ่มชื่อของแววใน ท.ร.๑๔ อำเภอรอที่จะให้กระบวนการแปลงสัญชาติเป็นไทยของบิดามารดาเสร็จสิ้นเสียก่อน จึงจะเพิ่มชื่อแววใน ท.ร.๑๔ ของบิดามารดา  วันนี้ ฟังว่า ลุงเสริฐ บิดาของแววได้รับอนุญาตให้แปลงสัญชาติเป็นไทยแล้ว อำเภอจึงยอมเพิ่มชื่อแววในสถานะของคนสัญชาติไทยในทะเบียนราษฎรแล้วล่ะ ท.ร.๑๔ ไง   ดีใจมากที่ได้ยินข่าวดี ของแววและบิดา ..แต่หนักใจที่ตระหนักว่า กฎหมายจะมีผล ก็ต่อเมื่อมีนโยบาย...ใครช่วยบอกข้าพเจ้าทีว่า ประเทศไทยเป็นนิติรัฐไหมนะ.?..

กรณีน้องออย สุพัตรา ซอหริ่ง : คนไร้สัญชาติแห่งอำเภอแม่อาย
สุดา ซอหริ่ง มารดาของน้องออยเป็นหนึ่งใน ๑๒๔๓ คนที่ได้รับความคุ้มครองจากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๘ เธอจึงได้รับการเพิ่มชื่อใน ทร.๑๔ แต่น้องออยซึ่งเป็บุตรสาวที่เกิดเมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๗ ณ โรงพยาบาลแม่อาย กลับไม่ได้รับการเพิ่มชื่อใน ทร.๑๔ เช่นเดียวกับมารดา สุดาวนเวียนไปติดต่อกับอำเภอมากกว่า ๑๐ ครั้ง เพราะน้องออยป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับการหายใจ เป็นโรคร้ายแรง สุดามีสุขภาพไม่ดีนักในขณะที่ตั้งท้อง เมื่อน้องออยคลอดมาในขณะที่สุดายังถูกถอนชื่อออกจากทะเบียนราษฎร ทั้งสุดาและน้องออยจึงไม่มีบัตร ๓๐ บาท เมื่อน้องออยป่วย สุดาจึงต้องเป็นหนี้โรงพยาบาลอยู่กว่า ๒ แสนบาท สุดาต้องการต่อสู้เพื่อให้บุตรได้มาซึ่งเลข ๑๓ หลักของคนสัญชาติไทย และมีบัตรทอง หรือบัตร ๓๐ บาท.......อ่านการต่อสู้เพื่อเยียวยาความไร้สัญชาติและความไร้สุขภาวะของน้องออย..........

เสวนาเรื่องสถานะบุคคลและสิทธิในสถานะบุคคล
คนที่เป็นนักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลก็ต้องเรียนเรื่องสถานะบุคคลอยู่แล้ว แต่ความสนใจในตอนต้นก็แค่มุ่งวางพื้นฐานให้นักศึกษาได้รู้จักแนวคิดและวิธีการในการจัดสรรเอกชนในทางระหว่างประเทศและการแก้การขัดกันแห่งกฎหมายว่าด้วยบุคคล ไม่ได้สนใจอะไรมากนักในแง่ของ "สิทธิในสถานะบุคคล" คำว่า "คนไร้รัฐคนไร้สัญชาติ" ยังไม่ใช่คำที่สนใจอะไรมากนัก ในเวลาต่อมา กล่าวคือ  พ.ศ.๒๕๓๔ เริ่มค้นและเขียนงานเกี่ยวกับสัญชาติของบุคคล "อย่างจริงจัง" ก็เนื่องจากอาจารย์มาลี พฤกษ์พงศวาลีมาชวนให้ไปช่วยงานอาจารย์ ดร.สายสุรีย์ จุติกุล ในการแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ แล้วในปี พ.ศ.๒๕๓๙ ก็เริ่มคิดถึงคำว่า "บุคคลบนพื้นที่สูง" ก็เพราะอาจารย์ณรงค์ ใจหาญชวนไปทำงานช่วยเหลือประชาชนบนพื้นที่สูง แล้วก็พบว่า เรื่องนี้ มันเกี่ยวกับความไร้รัฐความไร้สัญชาติ ก็เลยต้องลุยต่อมาศึกษาเรื่องนี้ แล้วมันก็เป็นอย่างทุกวันนี้ ....พรหมลิขิตมังนะ

เสวนาเรื่องคนไร้รัฐคนไร้สัญชาติในภาคใต้ของประเทศไทย
บทความและรูปที่สร้างสรรค์ในระหว่างที่ไปทำงานวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับคนไร้รัฐคนไร้สัญชาติในพื้นที่ที่ประสบภัยสึนามิ อาจยังไม่สมบูรณ์นัก แต่ทำเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการค้นคว้าของทีมทำหนังสั้นเกี่ยวกับวิถีชีวิตมอแกนภายใต้โครงการรณรงค์การสร้างความเข้าใจ “ความเป็นมอแกน” ของ องค์การแอ็คชันเอด ประเทศไทย 

เสวนาเรื่องคนไร้รัฐคนไร้สัญชาติที่มีครอบครัวเป็นราษฎรไทย
คนที่ประสบปัญหาในการใช้สิทธิมากที่สุด ก็คือ คนไร้รัฐคนไร้สัญชาติในประเทศไทย  ใน พ.ศ.๒๕๔๖ ของนางสาวกัลยา มงคลเกียรติชัย เสนอวิทยานิพนธ์นิติศาสตร์มหาบัณฑิต สาขากฎหมายระหว่างประเทศ ต่อคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในเรื่อง “สิทธิในการก่อตั้งครอบครัวของคนไร้สัญชาติในประเทศไทย” ซึ่งงานวิชาการฉบับนี้ ก็ชี้ว่า การปฏิเสธสิทธิในการก่อตั้งครอบครัวตามกฎหมายของรัฐไทย ย่อมเป็นการละเมิดทั้งกฎหมายรัฐธรรมนูญไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ ใน พ.ศ.๒๕๔๘  หันลาน คนไร้สัญชาติที่เกิดที่สังขละบุรี ก็ยังถูกปฏิเสธสิทธิดังกล่าว ใน พ.ศ.๒๕๔๙ เรายังพบว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างชายไทยและหญิงไร้สัญชาติ แม้มีชื่อในทะเบียนราษฎรไทย ก็ยังเป็นปัญหา เจ้าหน้าที่รัฐ แม้ใน กทม. ก็ยังลังเล และไม่มั่นใจ ทำไมเจ้าหน้าที่ของรัฐจึงไม่มั่นใจในสิทธิที่มีทั้งกฎหมาย นโยบาย และคำพิพากษาศาลฎีการองรับอย่างชัดเจน ทำไม ?

เสวนาเรื่องสิทธิในการศึกษาของคนไร้รัฐคนไร้สัญชาติในประเทศไทย
มติคณะรัฐมนตรีฉบับดังกล่าวเห็นชอบต่อข้อเสนอของกระทรวงศึกษาธิการที่จะใช้กลไกทางกฎหมายที่จะรับรองและคุ้มครองสิทธิของมนุษย์ที่จะได้รับการศึกษาอย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  เป็นความชัดเจนอย่างไม่มีข้อแม้อีกต่อไปว่า มนุษย์ทุกคนมีสิทธิในการศึกษา ไม่ว่า พวกเขาจะเป็นคนสัญชาติใด ไม่ว่าพวกเขาจะมีสัญชาติหรือไม่ ไม่ว่าพวกเขาจะมีเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคลหรือไม่  ในความเป็นจริง คนชายขอบมีสิทธิในการศึกษาตามกฎหมายและนโยบายดังกล่าวจริงหรือ ?  และหากมีการปฏิเสธสิทธิที่ได้รับการรับรองนี้  คนชายขอบจะทำอย่างไร ? และเราทั้งหลายจะช่วยเหลือเขาได้อย่างไร ?

เสวนาปัญหาคนไร้รัฐคนไร้สัญชาติที่แม่อายในช่วง พ.ศ.๒๕๔๕ - ๒๕๔๘
แม้ศาลปกครองสูงสุดจะมีคำพิพากษายืนยันว่า การเพิกถอนชื่อของชาวบ้านแม่อาย ๑๒๔๓ คน ออกจากทะเบียนบ้านนั้น มิชอบด้วยกฎหมาย แต่ก็ยังมีคำถามมากมายมายังอาจารย์แหวว จึงรวบรวมงานเขียนที่อ่านง่ายๆ มาให้ได้อ่านกัน แต่ถ้ายังอยากซักถาม ก็ได้ค่ะ นัดมาแล้วกัน

เสวนาปัญหาคนไร้รัฐคนไร้สัญชาติที่สวนผึ้ง
เป็นสารบาญของรายงานวิจัยและพัฒนาที่อาจารย์แหววเสนอเพื่อประกอบการเสวนากับพิราบน้อยแห่งธุรกิจบัณฑิตย์ในวันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๘ เวลา ๙.๐๐ - ๑๒.๐๐ น. อาจารย์แหววสร้างห้องทดลองทางสังคมที่สวนผึ้งมาตั้งแต่ปลายปี พ.ศ.๒๕๔๐ สวนผึ้งจึงเป็นพื้นที่ที่อาจารย์แหววและเครือข่ายช่วยกันทำงานมานาน  รู้สึกว่า สวนผึ้งเหมือนบ้าน รู้สึกดีทุกหนที่ไปยืนอยู่ที่สวนผึ้ง จะไม่สบายใจเลยที่ยังทำงานขจัดความไร้สัญชาติให้แก่คนห้วยคลุมและห้วยแห้งไม่ได้อย่างน่าพึ่งพอใจ แค่ทำให้คนไร้รัฐคนไร้สัญชาติแห่งสวนผึ้งมีความมั่นคงของมนุษย์ตามสมควร ก็ไม่ใช่งานที่ง่ายเลย

เสวนาเรื่องจิตวิญญานของเด็ก เยาวชน และครอบครัวในผืนป่าของประเทศไทย
ผลลัพธ์ของการพิสูจน์ชุมชนคนไร้รัฐ ก็คือ โครงการวิจัยและพัฒนาจิตวิญญานของเด็ก เยาวชน และครอบครัวในผืนป่าของประเทศไทย.....งานศึกษาที่เริ่มต้นแล้ว กำลังดำเนินอยู่ และยังไม่แล้วเสร็จ แต่ผลการศึกษามีให้ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้แล้วค่ะ  งานที่สำเร็จแล้วอาจถูกจำแนกออกได้เป็น ๔ ส่วน (๑) แนวคิดทั่วไปของแมวผู้ศึกษา (๒) มนุษย์ที่แมวค้นพบในผืนป่าภาคเหนือ (๓) มนุษย์ที่แมวค้นพบในผืนป่าภาคตะวันตก (๔) ปัญหาของมนุษย์ที่มาจากครอบครัวที่เคยอาศัยอยู่ในผืนป่า

กรณีศึกษาคนไร้รัฐคนไร้สัญชาติภายใต้โครงการเด็กไร้รัฐ มสช.
กิจกรรมการทำกรณีศึกษาภายใต้โครงการวิจัยนี้ ก็จะเป็นเสมือนหนึ่ง  ชั้นเรียนกฎหมายว่าด้วยสถานะบุคคลสำหรับคนไร้สัญชาติ มีคนไร้รัฐหรือคนไร้สัญชาติอีกหลายคนที่พยายามที่จะเรียนรู้กฎหมาย และฝึกฝนกำลังใจที่จะแก้ปัญหาความไร้รัฐและความไร้สัญชาติของตนเอง บางคนก็ประสบผลสำเร็จไปแล้ว เป็นอดีตคนไร้สัญชาติไปแล้ว แต่บางคนก็ยังต้องต่อสู่ต่อไป มาเรียนรู้กรณีศึกษาที่เสร็จสิ้นไปแล้ว และที่กำลังดำเนินอยู่ดีไหมคะ เพื่อที่จะได้รอบรู้ที่จะขจัดปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นแก่คนไร้รัฐหรือคนไร้สัญชาติ

เสวนาเรื่องกระทู้ขยะในกระดานข่าว : จัดการอย่างไรดีหนอ ???
ตั้งใจว่า จะทำวิจัยเรื่องกระทู้ขยะในกระดานข่าว คิดว่า น่าจะเป็นหัวข้อหนึ่งในชุดโครงการวิจัยเพื่อการพัฒนา e-society ในประเทศไทย ท่านใดสนใจเข้ามาศึกษา และแนะนำหน่อยก็ดีค่ะ ปัญหากระทู้ขยะเป็นเรื่องน่าหงุดหงิด และเป็นอุปสรรคของการทำงานบนอินเทอร์เน็ตมาก น่าจะแก้ไขได้ แต่ทำไมไม่สนใจแก้ไข ก็ไม่ทราบได้ น่าแปลก

เสวนาสถานการณ์เกมคอมพิวเตอร์ : คืออะไร ? กระทบสังคมอย่างไร ? จัดการอย่างไรจึงเหมาะสม ?
เป็นรายงานผลการวิจัยและพัฒนาที่เสนอถึงแนวคิดพื้นฐานในการคิดค้นมาตรการในการจัดการนั้น ซึ่งเป็นมาจากการทำงานของนักวิจัยในโครงการศึกษาปัญหาพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคมไทยบนอินเทอร์เน็ตและโครงการการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการพัฒนาประเทศไทย โดยเฉพาะงานสารนิพนธ์ระดับบัณฑิตศึกษา เรื่อง การจัดการปัญหาเกมคอมพิวเตอร์ในสังคมไทย : ผลกระทบและแนวคิดในการจัดการ  โดยนางสาวขวัญใจ สุชาติพงศ์กุล ภายใต้การควบคุมของ รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร กองทุน ศ.คนึง ฦๅไชย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

แรงงานต่างชาติ : จัดการอย่างไร ? จึงจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายมากที่สุด ?
อาจารย์แหววทำงานวิจัยเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๕  อดมิได้ที่จะเก็บข่าวมาตั้งเป็นกระทู้ให้อ่านกัน และมีคนอื่นเข้ามาร่วมตั้งกระทู้และทักทอความคิดเห็นในกระดานข่าวของอาจารย์แหววพอสมควร จึงอยากรวบรวมและจัดระบบกระทู้ในกระดานข่าว archanwell.org เพื่อเข้าร่วมเสวนาได้ง่ายๆ ลองคลิกเข้ามาเสวนากันค่ะ

มาตรา ๗ ทวิ วรรค ๓ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งถูกเพิ่มเติมเมื่อ ๒๕๓๕ : ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ?
ไม่ค่อยจะมีใครที่ทราบว่า มาตรานี้เป็นกฎหมายที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนและขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ เพราะมาตรานี้กำหนดให้เด็กที่เกิดในประเทศไทยตกเป็นคนผิดกฎหมายในสิ่งที่เด็กมิได้กระทำ และยังอาจทำให้บุตรของคนที่ไร้สัญชาติ ไม่อาจได้รับสัญชาติไทยแม้เกิดในประเทศไทยและมีความกลมกลืนกับสังคมไทยอย่างชัดเจน อยากให้สังคมไทยมาร่วมศึกษาเรื่องของมาตรา ๗ ทวิ กันอย่างจริงจัง และร่วมแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ค่ะ เชิญค่ะ

กรณีศึกษาที่ ๑ : ชวิดา วาทินชัย - ผู้สื่อข่าวสุขภาวะและสิทธิมนุษยชนของเด็ก เยาวชน และครอบครัวในสังคมไทย
ความประทับใจแรกที่อาจารย์แหววมีต่อคุณชวิดาหรือ “ด๋อย” อยู่ที่ความตั้งใจที่จะทำความเข้าใจในสิ่งที่เราพูด แม้เราจะพูดด้วยภาษาวิชาการที่เข้าใจยากและซับซ้อน และยิ่งไปกว่านั้น เธอเข้าใจในความเจ็บปวดที่เหยื่อแห่งการละเมิดสิทธิมนุษยชนต้องเผชิญ ในแต่ละวันที่ยุทธนาใจระทึกว่า เขาจะมีโอกาสได้เรียนแพทย์ที่จุฬาฯ หรือไม่ คนที่เอาใจช่วยยุทธนาอย่างจริงจังอีกคนหนึ่ง ก็คือ ด๋อย การทำข่าวเกี่ยวกับความไร้สัญชาติของยุทธนาอาจจะเป็นแค่หน้าที่ทางวิชาชีพของสื่อมวลชน แต่ความพยายามที่จะให้กำลังใจยุทธนานั้นมิใช่หน้าที่ในวิชาชีพแน่นอน แต่น่าจะเป็นความรู้สึกรักในมวลมนุษยชาติที่ตกทุกข์ได้ยากมากกว่า ถ้าเป็นการทำตามหน้าที่ ก็น่าจะเป็นหน้าที่ที่มนุษยชาติเพื่อมีต่อกัน นั่นคือ รักและเห็นใจกัน

กรณีศึกษาที่ ๒ : ภาสกร จำลองราช - ผู้สื่อข่าวสุขภาวะและสิทธิมนุษยชนของเด็ก เยาวชน และครอบครัวในโลกแห่งรากหญ้า
ดิฉันได้มีโอกาสอ่านงานของเขาผ่านหน้ากระดาษของมติชนบ้าง จำไม่ได้ว่า ตั้งแต่เมื่อไหร่ งานเขียนจะใช้ภาษาที่สวยงามละเมียดละไม ทราบว่า เป็นนักข่าวที่ร่ำรวยรางวัลคนหนึ่ง ทราบว่า เป็นนักข่าวการเมืองและสังคมที่ทุ่มเทอย่างมากที่จะสืบข่าวและสื่อข่าวเพื่อสร้างสรรค์สังคมไทย เป็นนักข่าวที่ให้ความสำคัญกับเด็ก ซึ่งเป็นมนุษย์ตัวน้อยผู้ด้อยโอกาส ผลงานล่าสุดของคุณภาสกร ก็คือ การสร้าง “เซคชั่นข่าว คติชน” ในมติชนรายวันประจำวันอาทิตย์ เพื่อสื่อข่าวของมนุษย์ใน “โลกแห่งรากหญ้า” ซึ่งหลายคนชี้ว่า เป็นการยกทัพของสื่อเพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนคนรากหญ้า และคุ้มครองคนด้อยโอกาสเหล่านี้จากการละเมิดสิทธิในสุขภาวะและสิทธิมนุษยชน

ธีรยุทธ บุญแผ่ผลและข่าวสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของเด็ก เยาวชน และครอบครัว ตามแนวชายแดน

ยุทธศาสตร์เพื่อการจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคล : องค์ความรู้ในการจัดการปัญหาคนไร้รัฐคนไร้สัญชาติในสังคมไทยอย่างครบวงจร
ในราวกลางปี พ.ศ.๒๕๔๗ หลังจากปรากฏการณ์ความไร้สัญชาติของนายยุทธนา ผ่ามวัน สภาความมั่นคงแห่งชาติหรือที่เราเรียกกันสั้นว่า “สมช.” ได้ระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนของสังคมในการยกร่าง “ยุทธศาสตร์” เพื่อจัดการปัญหาสถานะบุคคลตามกฎหมายของมนุษย์ในสังคมไทย ผลการการกระทำนี้ ก็คือ “ยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคลซึ่งได้รับการยอมรับโดยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๔๘”  ยุทธศาสตร์ที่ยกร่างขึ้นนี้มีความงดงามด้วยแนวคิดมนุษย์นิยมและความมั่นคงของมนุษย์ เป้าหมายของยุทธศาสตร์ ก็คือ การแก้ไขปัญหาความสถานะบุคคลตามกฎหมายให้แก่มนุษย์ในสังคมไทยในทุกสถานการณ์

ตามมาร่วมงานศึกษากับอาจารย์แหววในปัญหาความไร้รัฐและไร้สัญชาติของของเด็ก เยาวชน และครอบครัวในสังคมไทย

ตามมาร่วมงานศึกษากับอาจารย์แหววในเรื่องสื่อเพื่อสุขภาวะและสิทธิมนุษยชนของเด็ก เยาวชน และครอบครัวในสังคมไทย

จำนวนผู้ที่เข้าชมในหน้านี้ 000580